Showing posts with label beauty food. Show all posts
Showing posts with label beauty food. Show all posts

Friday, October 22, 2010

เคล็ดลับความงามจากคุณยาย

เคล็ดลับความงาม
> ทำให้ดูสาวและสวยตลอดไป
>
> เมื่อเร็วๆ
> นี้มีคุณยายท่านหนึ่ง ถ้าดูตามอายุต้องเรียกท่านว่าคุณยาย เพราะอายุท่านเกิน
> 70 ปีแล้ว
> แต่ถ้าดูหน้าตา
> ผิวพรรณ อยากเรียกท่านว่าพี่มากกว่า เพราะดูยังไงก็ไม่เกิน 50 ปีค่ะ
> ท่านมาทำฟันที่
> คลินิกทันตกรรมพาณิชย์ธน ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 13
>
> หลังจากทำฟันเสร็จแล้ว
> ได้สนทนากับท่านเพราะหมอสงสัยมากว่า ทำไมอายุท่านมากแล้ว
> แต่ดูท่านไม่แก่ตามวัยท่านบอกหมอว่า ให้นอนเอาศีรษะห้อยลงเล็กน้อยวันละ
> 10 นาทีทุกวัน
> เพื่อให้เลือดมาหล่อเลี้ยงศีรษะและใบหน้าค่ะวิธีการ
> (ไม่ได้นอนเอาหัวห้อยแบบค้างคาวนะคะ)
> แต่นอนราบบนเตียง ไม่หนุนหมอน
> แล้วเอาศีรษะเลยขอบเตียงนิดหน่อยให้ศีรษะห้อยจากขอบเตียงเล็กน้อยค่ะ
> ทำทุกวันอย่าให้เกิน 10 นาทีนะคะ
>
> หมอฟังคำแนะนำจากท่านแล้ว เห็นว่ามีเหตุมีผลค่ะ
> เพราะถ้าเรานอนห้อยศีรษะนิดๆ
> จะทำให้เลือดมาเลี้ยงใบหน้าทำให้ผิวพรรณที่ใบหน้าเต่งตึงไม่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นค่ะ
> และสมองก็ได้เลือดมาเลี้ยงด้วย โอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
> ก็ไม่มีค่ะ
> คุณยาย
> (อยากเรียกคุณพี่มากกว่า) ยังแนะนำต่อว่า
> ให้ทานผักและผลไม้เป็นประจำด้วยค่ะ
> ตอนนี้หมอได้นำเคล็ดลับของคุณยายมาปฎิบัติแล้วค่ะ
> ก่อนนอนทุกคืนหมอจะทำอย่างที่คุณยายแนะนำคือนอนราบไม่หนุนหมอน
> และห้อยศีรษะเล็กน้อยไม่เกิน
> 10 นาที เท่าที่ปฎิบัติมาเกือบเดือน
> รู้สีกว่าหน้าตาผิวพรรณดีขึ้นมากค่ะ
>
> เจอเพื่อนๆ

Monday, September 13, 2010

5 สารอาหารที่จำเป็น

5 สารอาหารที่จำเป็นเมื่อร่างกายได้รับอย่างสม่ำเสมอ และก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว

สารต้านอนุมูลอิสระ
  • วิตามิน เอ (Vitamin A) : ดีต่อการมองเห็น ส่งเสริมการเจริญเติบโต ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน ซี (Vitamin C) : จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนและกระดูก ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน อี (Mixed Tocopherol) : บำรุงผิว ส่งเสิรมระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด
  • ซีลีเนียม
  • สังกะสี
  • ทองแดง
  • แมงกานีส
  • คาทีซิน
  • กรดอัลฟาไลโปอิค : ต่อต้านอนุมูลอิสระ ฟื้นฟูสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ส่งเสริมการสร้างกลูตาไธโอน (สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองได้) ช่วยขจัดสารพิษออกจากตับ
  • ซิครัส ไบโอฟลาโวนอยด์
  • สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
  • เคอร์ซิติน: ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดภูมิแพ้ ต้านการอักเสบ ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด
  • เบต้าแคโรทีน (beta-carotene) : เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสายตา ผิวพรรณ ส่งเสริมการเจริญเติบโต ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไลโคฟีน : ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องดีเอ็นเอ ต้านมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตัน
  • ลิวทีน : ต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา ปกป้องดวงตาส ส่งเสริมการมองเห็น บำรุงผิว

สารไฟโตนิวทรยนท์
  • คาทิซิน
  • กรดอัลฟาไลโปอิค: ต่อต้านอนุมูลอิสระ ฟื้นฟูสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ส่งเสริมการสร้างกลูตาไธโอน (สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองได้) ช่วยขจัดสารพิษออกจากตับ

  • ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ : ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ดีต่อสุขภาพของหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้
  • สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
  • เคอร์ซิติน : ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดภูมิแพ้ ต้านการอักเสบ ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด
  • เบต้าแคโรทีนเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสายตา ผิวพรรณ ส่งเสริมการเจริญเติบโต ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไลโคฟิน
  • ลิวทีน
  • อินสิทอล

สารอาหารสำหรับกระดูก
  • แคลเซียม : เป็นส่วนประกอบของกรุดูและฟัน มีส่วนเกี่ยวข้องในการสื่อประสาท การหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ การแข็งตัวของเลือด ลดความดันโลหิต
  • แมกนีเซียม : ส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด ส่งเสริมการเต้นของหัวใจและบำรุงกระดูก
  •  วิตามิน ดี (Vitamin D3 ) : ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี เสริมกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการสูญเสียกระดูก
  • วิตามิน เค (Vitamin K) : ป้องกันการตกเลือดหลังผ่าตัด เสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก ป้องกันกระดูกพรุน
  • วิตามิน ซี
  • ซิลิคอน : ทำงานร่วกับอินซูลินในการรักษาให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
  • สังกะสี
  • ทองแดง
  • แมงกานีส

เกลือแร่จำเป็น
  • ซีลีเนียม : ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ทำงานร่วมกับวิตามินอีช่วยลดการอักเสบ ช่วยชะลออาการของโรคภูมิเพียน เช่น รูมาตอยด์ SLE สะเก็ดเงิน
  • สังกะสี : เสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงผิว รักษาแผลกละการระคายเคืองที่ผิวหนัง บำรุงผมและหนังศรีษะ ส่งเสริมการสร้างกระดูก ป้องกันกระดูกพรุน เพิ่มโอกาสการมีลูก
  • ทองแดง : ส่งเสริมการสร้างกระดูก ทำงานร่วมกับสังกะสีเพื่อการดูดซึมแคลเซียม ยับยั้งการสูญเสียมวลกระดูก บำรุงเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาท ผนังหลอดเลือ เส้นผมและผิวหนัง ส่งเสริมการทำงานของหัวใจ ช่วยให้มีลูกง่ายขึ้น
  • แมงกานีส : ส่งเสริมการสร้างกระดูก และกระดูกอ่อน ส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ
  • โครเมียน : ทำงานร่วมกับอินซูลินในการรักษาให้ระดับนำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
  • โมลิบดินั่น : ส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์สำคัญต่างๆที่ช่วยขจัดสารพิษหลายชนิด เช่น สารพิษซัลไฟด์ พิวรีน
  • แคลเซียม : เป็นส่วนประกอบของกรุดูและฟัน มีส่วนเกี่ยวข้องในการสื่อประสาท การหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ การแข็งตัวของเลือด ลดความดันโลหิต
  • แมกนีเซียม
  • ซิลิคอน : ทำงานมีร่วมกับอินซูลินในการรักษาให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
  • ไอโอดีน : จำเป็นในการสร้างฮอร์โมนธัยรอยด์ ที่จำเป็นต่อการควบคุมการเผาผลาญ และการเจริญเติบโต
  • เหล็ก : บำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก ส่งเสริมภูมิคุ้มกันทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

วิตามิน บีที่สมดุล
  • วิตามินบี 1 (Thiamin) : ช่วนในการสร้างพลังงาน ช่วยให้ระบบประสาทแข็งแรง จำเป็นต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท
  • วิตามินบี 2 (Riboflavin) : ส่งเสริมการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่ช่วยเร่งการเผาผลาญ ช่วยสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำงานร่วมกับธาตุเหล็กสร้างเม็ดเลือดแดง จำเป็นต่อการสร้างเนื้อเยื่อ ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน
  • ไนอาซิน (Niacin) : ส่งเสริมการเผาผลาญคาร์โบไฮเตรต ไขมันให้เป็นพลังงาน ช่วยให้ตับอ่อนทำงานเป็นปกติ บำรุงผิว ช่วยบรรเทาข้ออักเสบ
  • วิตามินบี 6 (Pyridoxine) : ปัองกันโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือในสมองแตก/ตีบ ลดอาการซึมเศร้า บำรุงเส้นประสาท บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
  • โฟเลต (Folate) : ป้องกันการเกิดทารกพิการแต่กำเนิด ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือในสมองแตก/ตีบ บรรเทาอาการซึมเศร้าโดยเฉพาะผู้สูงอายุ
  • วิตามินบี 12 (Cobalamin) : ปัองกันโลหิตจาง ลดอาการซึมเศร้า ต้านอาการปวดประสาท อาการชาและเหน็บ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน มีบทบาทในการสร้างดีเอ็นเอ
  • ไบโอติน (Biotin) : บำรุงผิวหนัง เส้นผม และเล็บให้แข็งแรง ช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไขมันให้เป็นพลังงาน
  • กรดแพนโธทีนิค (Panthotenic) : ช่วยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรทให้เป็นพลังงาน ช่วยในการสร้างและสลายกรดไขมัน ขจัดสารพิษจากแอลกอฮอล์

Wednesday, September 8, 2010

อาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด) ในหัวข้อ “ ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน ”

อาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด) ในหัวข้อ “ ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน ”

หลัก 3 อ.
1. อารมณ์ต้องดี
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. อาหาร


การออกกำลังกาย

ควรออกกำลังกายทุกวัน ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น

1. การขยับนิ้วมือ เป็นการช่วยเรื่องน้ำในข้อ ผลที่ได้กระดูกจะไม่ผุ

2. งอนิ้วมือ ช่วยในเรื่องของอาการนิ้วล็อค

3. กำมือและแบมือสลับข้างกันไปมา ช่วยในเรื่องของโรคหัวใจ และลด Cholesterol

4. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ และขยับเท้ายกขึ้นทำท่าวิ่งบนอากาศ

5. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ ทุบขาด้านนอก และด้านใน ทุบแขน สลับกันไป

6. การนั่งตรง ๆ นั่งแค่ครึ่งเก้าอี้ ประมาณ 10 นาที

ช่วยป้องกันในเรื่องของริดสีดวงทวาร

7. กำมือขวาหมุนเป็นวงกลมออกนอกตัว และกำมือซ้ายหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัว เป็นการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก

8. มือประสานกันสองของ ยืดตรงไปข้างหน้า เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล มองตรง แล้วหมุนเอวไปรอบ ๆ ทั้งด้านซ้าย และขวา ครั้งละ 5 รอบ ทำตอนเช้า

จะช่วยลดส่วนเกินตรงหน้าท้อง



อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกอย่างที่มีส่วนผสมของสารเคมี


การสระผม
ไม่ควรใช้แชมพู เนื่องจากมีส่วนผสมของโซดาไฟ ควรสระผมด้วยสบู่เด็ก ควรสระผมช่วงเช้า ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะผมจะไม่สามารถแห้งได้ทัน เวลานอนจะเกิดเชื้อรากลางคืน เป็นเหตุของอาการคันศีรษะ


น้ำมันพืช
ควรหยุดกินน้ำมันพืช เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยป้องกันการบูด กันหืน แต่งสี เพราะเมื่อน้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 60 องศา จะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ควรบริโภคมะพร้าว น้ำมันหมู น้ำมันไก่

ตับจะทำหน้าที่ผลิต Cholesterol โดยที่ Cholesterol LDL จะช่วยป้องกันผิวหนัง และผลิต Cholesterol HDL เพื่อดักจับ LDL ไปทิ้ง



การทำน้ำมันหมู

นำน้ำมันหมูเปลว 1 ก.ก. กับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เจียวบนกระทะ จะทำให้ไม่ติดกระทะ ไม่กระเด็น ได้น้ำมันเกือบ 2 ลิตร กากหมูจะกรอบมาก เนื่องจากเกลือจะเป็นตัวช่วยดึงน้ำมันออกมาจนหมด

น้ำมันมะพร้าว นำกะทิใส่ถุงแช่ตู้เย็น 3 ช.ม. เพื่อให้เนื้อกับน้ำแยกตัวกัน นำเนื้อมะพร้าวส่วนบนไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน


เกลือ
การบริโภคเกลือ ไม่ได้ทำให้ไตวาย แต่เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่ขาวละเอียดมีการเติมโพลิเมอร์ โดยหยดลงบนเกลือ ทำให้โครงสร้างจากเดิมโซเดียมคลอไรด์เปลี่ยนเป็นโซเดียมซัลเฟต ซึ่งมีผลต่อไต เพราะไม่สามารถขับออกได้ ซึ่งเกลือชนิดนี้จะโรยบนอาหารแล้วยังคงทำให้อาหารกรอบ

แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นโซเดียมคลอไรด์นั้น จะมีคุณสมบัติดูดความชื้นทำให้อาหารไม่คงความกรอบ


กะทิ
กะทิไม่มี Cholesterol เนื่องจาก Cholesterol จะเกิดจากการผลิตขึ้นเองโดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งตับจะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว สามารถใช้กะทิแทนน้ำมันมะพร้าวได้ กะทิให้แคลเซียมดีกว่านม ลดความอ้วน

ป้องกันเบาหวาน โดยให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 กล่อง (สามารถช่วยแก้เจ็บคอได้ด้วย) ทั้งกะทิชาวเกาะ และอร่อยดี ไม่มีการเติมสารเคมี เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ



น้ำมันมะพร้าว

ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหาร 4 ช้อนกาแฟ

ใช้เป็น Hair Serum

ใช้ล้างเครื่องสำอาง

ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้

มี SPF 90 (Sun block)



Oil Pulling

ใช้น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน ที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อน อมไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่อยู่ในช่องปากจะมีไขมันเกาะอยู่ ช่วยลดอาการทางช่องปากได้


น้ำเปล่า อุณหภูมิห้อง

ควรดื่มครั้งละไม่เกิน 150 ซีซี เนื่องจากกระเพาะจุได้ 400 ซีซี เวลาดื่มน้ำให้ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มรวดเดียว และให้ดื่มให้ได้วันละ 14 ครั้งเป็นอย่างน้อย การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง

ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ



น้ำตาลปื๊บ

น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลปึกเป็นชนิดเดียวกัน ถ้านำไปเคี่ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งเทียม) น้ำตาลปี๊บแท้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อดมกลิ่น จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว


น้ำตาลทราย/น้ำตาลกรวด

เมื่อทานแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์ สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาวจะใช้สารคลอลีน ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ท็อฟฟี่ จึงมีน้ำตาลสูง ไม่ควรบริโภค



กาแฟ

การดื่มกาแฟ จะมีผลไปยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุ มะเร็ง แต่กลิ่นของกาแฟจะสามารถช่วยบำบัดโรคได้ ดังนั้นจึงควรสูดกลิ่นกาแฟ แต่ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน เป็นตัวกระตุ้นเซลมะเร็ง หากชงกาแฟควรใช้น้ำตาลปี๊บ


ไมโครเวฟ

การใช้ไมโครเวฟ ระวังมะเร็ง เนื่องจากมีการกระจายคลื่นเข้าสู่เซลมีผลทำให้ตายได้



ขนมหวานจากกะทิ

ส่วนผสม กะทิ 4 กล่อง โดยกะทิ 1 กล่องจะใช้เกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ (ต้องโยนลงในกะทิที่ตั้งไฟ เพราะช่วยลดการเกิดฟอง) และใช้น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะต่อกะทิ 1 กล่อง เคี่ยวกะทิให้เดือด แล้วใส่

- กล้วย ต้องเป็นกล้วยสุก (ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่) แล้วยกขึ้นทันที

เนื่องจากถ้าต้มต่อไปจะทำให้กล้วยมีรสเปรี้ยว

- มันเทศ เผือก ฟักทอง ให้แช่น้ำปูนใส 2 นาที แล้วนำไปต้ม 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปใส่กะทิเดือดอยู่คนให้ทั่วแล้วยกลง


กล้วยไข่

กล้วยไข่ 1 ผล มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่า Apple

กล้วยน้ำว้า

ถ้าห่าม ๆ แก้ท้องเสีย กินลดอาการของแผลสด

ผลสุก 2 ลูก และน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก (ใช้เป็นยาระบาย) ที่สำคัญ เด็กอายุเกิน 6 เดือนถึงจะกินกล้วยน้ำว้าได้ กล้วยน้ำว้าทั้งหวี หากต้องการเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน ให้จุ่มลงในน้ำเดือด 10 วินาที แล้วนำมาผึ่ง

น้ำมะพร้าวอ่อน

ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ


กล้วยหอม

มีโปแทสเซียม ป้องกันโรคพากินสัน และอัลไซเมอร์ สำหรับผู้สูงอายุให้ทานสัปดาห์ละ 3 ผล เพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมน


สับปะรด

มีสารบอบิเรน ป้องกันมะเร็ง มีมากที่แกนสับปะรด โดยให้ดูดแต่น้ำ แล้วคายกากทิ้ง


ตะไคร้แกง

นำมาหั่นแล้วต้มเป็นน้ำตะไคร้ ดื่มเพื่อช่วยลดเบาหวาน



การทำบุหงารำไป

พริกไทดำ 1 ส่วน กานพลู 1 ส่วน โป้ยกั๊ก 1 ส่วน (แก้หวัด 2009) ดอกจันทร์ กลีบใหญ่เอามาเด็ดกลีบ 1 ส่วน นำมาคลุกรวมกัน แต่ถ้านำมาเติมพิมเสน 1 ส่วน การบูร 1 ส่วน (ครึ่งกระป๋อง) เมนทอล 1 ส่วน

คลุกรวมกัน ทิ้งไว้ 1 วัน เทใส่ตะแกง นำเอาส่วนที่แห้ง ๆ มาใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ดมกลิ่น ถ้าไม่หอมให้นำไปตากแดด เก็บไว้ใช้ได้นาน 4 ปี แต่ถ้านำน้ำที่แยกออกมาและเติมสมุนไพรอีก 12 ชนิด หมักไว้ 1 เดือน ก็จะคล้าย ๆ น้ำมันที่มีกลิ่นเหมือนพิมเสนเอาไว้ดม และทา




ไข่

ไข่ต้ม ไข่เค็ม ไข่พะโล้ โดยเฉพาะไข่แดง หากกินวันละ 2 ฟอง จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ลดเบาหวาน) เนื่องจากไข่แดงมีซิลิเนียม งานวิจัยของฮาวาดร์ พบว่าหากบริโภคไข่วันละ 3 ฟอง (อายุต่ำกว่า 45 ปี) บริโภควันละ 2 ฟอง (อายุ 45 ปี – 50 ปี) และบริโภควันละ 1 ฟอง

(อายุเกิน 50 ปี) จะไม่เป็นเบาหวาน ไข่ต้ม 1 ฟอง มีสรรพคุณสูงกว่านม 5 กล่อง



นม

ไม่ควรดื่มนมข้ามสายพันธุ์ ดังนั้น ไม่ควรดื่มนมวัว นมแพะ


ทุเรียน

กินแล้วไม่อ้วน แต่ช่วยลดความอ้วน และ Cholesterol


ข้าวเหนียว

กินแล้วไม่อ้วน ถ้าไม่มีน้ำตาลทราย



กวาวเครือขาว

สำหรับสุภาพสตรี ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บริโภคทุกวันวันละ 1 เม็ด จะไม่เป็นวัยทอง

Saturday, August 28, 2010

สัญญาณที่ฟ้องว่ารับประทานอาหารไม่เหมาะ

ร่างกายของคุณเกิดมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นผดผื่น คัน ผิวหนังลอกเป็นขุยแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังทานอาหารไม่ถูกต้องอยู่นะคะ วันนี้เราจึงนำ สัญญาณที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่เหมาะสมมาฝากกัน




ผิวหนังมีปัญหา เช่น มีอาการคัน หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว อาการเช่นนี้อาจเป็นลักษณะของการ ขาดวิตามิน A ผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับโดยตรงเช่นนี้มากเกินไปจะเป็นอันตรายได้



ผมไม่เงางาม ในกรณีที่รุนแรง ผมของคุณจะไม่สามารถจัดทรงได้เลย เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคนที่จำกัดอาหารอย่างมาก ดังนั้นคุณจึงควรที่จะทานอาหารที่มีกากใยควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ส่วนคนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องได้สารอาหารจาก พืชผัก ข้าว และ ถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอก และผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก และถั่วเหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน



ท้องผูก เป็นอาการที่กำลังบอกคุณว่า คุณต้องได้สารอาหารพวก ไฟเบอร์ หรืออาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย



ผายลมบ่อย แม้ว่าไฟเบอร์จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไป หรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็วเกินไป เช่น กินถั่ว หรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณจะผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ วิธีแก้ปัญหาคือค่อย ๆ เพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้า ๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียงวันละ 10 กรัม อย่าเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม



ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่าคุณกินปลาน้อยเกินไป กรดไขมันประเภทโอเมก้า -3 ที่พบมากในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ



สเปิร์มน้อยลงไปมาก ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ ขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่า วิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน



หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คงไม่สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือเต้น ๆ หยุด ๆ โดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวด หรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หัวใจคุณก็ยังมีอาการเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะ ขาดสารอาหารพวกแม็กนีเซียมหรือโปแตสเซียม



สำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแม็กนีเซียม ให้ทานอาหารว่างที่เป็นพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทอง และผักโขม เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ



ปวดเหงือก ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่าปากของคุณกำลังต้องการ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียในปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วงเช้าของทุกวัน



กระดูกแตก ถ้ากระดูกคุณแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูกของคุณอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมาจากการ ขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นตัวประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือน ๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ยิ่งร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ดี)

ขี้ลืม อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B 6 B 12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่าจากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 6 และโฟเลต มากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการขาดวิตามิน B 12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

เพื่อน ๆ ก็ลองหมั่นสังเกตตัวเองกันนะคะว่าเป็นยังไงกันบ้าง จะได้รู้ก่อนที่จะสายเกินไป แต่ทางที่ดีถ้าเป็นอะไรก็ควรที่จะไปพบแพทย์นะคะ...

Wednesday, August 18, 2010

อาหารชะลอวัยดึก

อาหาร 7 อย่างต่อไปนี้จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยดึก
ทั้งผมร่วง ผิวแห้ง เฉื่อยชา ให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นภายใน 3 - 6 เดือน


หยุดผมร่วง

รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้ว ยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน


ลดผิวมัน

รับประทานธัญญาหารทุกเช้าซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน


หยุดการลอกของผิวหนัง

รับประทานปลาแซลมอนในเกลือรมควันอาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็ได้


ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก

มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพด ี โดยช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน


ชะลอผมหงอก

รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหารถั่วลิสงมีวิตามินบี ที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย


ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี

รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน


ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ

วิตามินบี ในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษ

20 วิธีทำให้ดูเด็ก

1. บริโภควิตามินซีและอี เป็นประจำ ทำให้ดูเด็กลงกว่าเดิมไม่ต่ำกว่า 6 ป


2. อย่าอยู่ใกล้ควันบุหรี่ คนที่อยู่ใกล้ๆ ควันบุหรี่วันละไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง จะดูแก่กว่าอายุจริงราวๆ 6.9 ปี ซึ่งพอๆกับคนที่ สูบบุหรี่เป็นประจำเลยที่เดียว

3. แปรงฟันและใช้ฟลอสขัดฟันทุกวัน คนฟ ันสวย จะดูเด็กกว่าประมาณ 6.4 ปี

4. มีเซ็กส์ เซ็กส์ที่มีคุณภาพหมายถึงไปถึงจุดยอดได้มากเท่าไร ใน 1 ปี จะทำให้เราดูเด็กกว่าอายุจริงได้ถึง 1.6-8 ปี

เชียวน่ะ

5. อย่าอด อาหารเช้าบริโภคมื้อเช้าทุกวันจะดูเด็กกว่าอายุจริงๆ ลงได้ 2 ปี

6. หัวเราะเข้าไว้ การหัวเราะ ทำให้คุณดูเด็กลง 1.7-8 ปี

7. เลือกอาหารไขมันต่ำ อาหารไขมันต่ำ ทำให้คุณดูเด็กลงไม่ต่ำกว่า 6 ปี

8.. เรียนรู้สิ่งรอบๆตัวตลอดเวลา การเรียนรู้และหากิจกรรมทำสม่ำเสมอ ทำให้คุณดูเด็กลง 2.5 ปี

9. สร้างเครือข่ายสังคม การอยู่ในสังคมที่ดี มีเพื่อนสนิทครอบครัวที่รักใคร่

กลมเกลียวจะช่วยลดความเครียดจากการทำงานจะทำใ ห้เราดูเด็กลงได้ตั้งแต่ 2-30 ปี

10. นอนหลับให้พอ การนอนหลับยาวๆนานๆสม่ำเสมอในแต่ละคืนทำให้ดูอ่อนเยาว์

กว่าวัย หญิง 7 ช.มและชาย 8 ช.ม.จะทำให้เราดูเด็กลง 3 ปี

11. เลี้ยงสุนัขและเดินเล่นกับมัน วิธีนี้จะทำให้เราดูเด็กลง 1 ปี

12. ไปตรวจสุขภาพบ้าง คนที่ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี จะทำให้เราดูเด็กลงกว่าอายุจริงถึง 12 ปี

13. ตรวจสอบประวัติสุขภาพของครอบครัว การป้องกันตัวเองจาก โรคที่เคยเป็นในครอบครัวดังกล่าว

จะช่วยให้คุณดูเด็กกว่าพ่อแม่ของคุณ เมื่อเวลาที่คุณมีอายุ เท่ากับท่านถึง 4 ปี

14. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังที่เหมาะสมจะทำให้ดูเด็กลง 3-8 ปี

15. หยุดสูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะดูแก่กว่าอายุจริง 8 ปี

16. งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง การติดแอลกอฮอล์ จะทำดูแก่กว่าอายุจริง 3-5 ปี

17. อย่าลืมเรื่องเศรษฐกิจ.คนที่มีปัญหาเครียดเรื่องเงิน จะทำดูแก่กว่าอายุจริง 8 ปี

18. รักษาน ้ำหนักให้มาตราฐานคงที่ คนที่ลดน้ำหนักลงได้ จะทำดูเด็กกว่าอายุจริงไม่ต่ำกว่า 6 ปี

19. บริโภคอาหารแคลอรี่ต่ำแต่คุณค่าโภชนาการสูง การบริโภคผักผลไม้สดและปลา จะทำดูเด็กลง 4 ปี

20. หาทางออกที่เหมาะสมเมื่อพบวิกฤติของชีวิตการเอาชนะปัญหาชีวิตได้ จะทำคุณดูเด็กลง 8-16 ปี

Monday, August 16, 2010

ประโยชน์ของกล้วย

ถ้าต้องการให้ระดับพลังงาน ที่หย่อนยานลงให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาหารว่างใดดีไปกว่า กล้วย อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด


คือ ซูโครส ฟรุคโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้นยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรค จึงควรรับประทานทุกวัน



1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง



2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกา ยินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถ โฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก



3. กำลังสมอง นักเรียน 200 คน ที่โรงเรียน Twickenham ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปีนี้ ด้วยการรับประทานกล้วย ในมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา จากงานวิจัยแสดง ให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น



4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย



5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจเร็ว ๆ นี้ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคนจะมี ความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า try potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ ถูกเปลี่ยนเป็น serotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง



6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้ กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วย ปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา



7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญหาเกี่ยวกับอาการเสียด ท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้



8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลใน เส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า



9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่าง มหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้



10. ระบบประสาท ในกล้วยมีวิตามินบี สูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ โรคน้ำหนักเกินและโรคที่ เกิดในที่ทำงาน จากการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียค้นพบว่า ความกดดันในที่ทำงานเป็นเหตุนำไปสู่ การกินอย่างจุบจิบ เช่นอาหารพวกช็อคโกแล็ต และอาหารประเภททอดกรอบต่าง ๆ ในจำนวนคนไข้ 5,000 คน ในโรงพยาบายต่าง ๆ นักวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วนมากเกินไป และส่วนใหญ่ทำงานภายใต้ความกดดันสูง มาก จากรายงานสรุปว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกและนำไปสู่การกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง เราจึงต้องควบคุม ปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น กินกล้วยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อยยา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วย สารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ได้



11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะ เนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรค ลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และ กระเพาะอาหารด้วย



12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้ อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทกรกที่เกิดมา จะมีอุณหภูมิเย็น

Sunday, August 15, 2010

อาหารที่ไม่ควรรับประทานด้วยกัน

อาหาร ที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน บางอย่างมีประโยชน์ บางอย่างไม่มีประโยชน์ แต่คุณ ทราบหรือไม่ว่า อาหารบางอย่างที่เราทานเข้าไปทุกวันๆ เราคิดว่ามีประโยนช์มากมายนั้น บางอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มาดูดีกว่าว่ามีอาหารชนิดไหนบ้าง


1. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

2. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก

4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

5. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

6. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

7. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

8. มันฝรั่งกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ

9. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

10. น้ำเต้าหู้ นมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตับ

11. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทานกับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

12. กล้วยมะละกอ แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

13. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

14. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

15. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

16. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง

17. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน

18. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน

19. น้ำผึ้ง - ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน

20. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

21. มังคุดกับน้ำตาล- กินร่วนกันจะทำให้เสียชีวิต









โดย :คนดีที่โลกรอ http://webboard.sanook.com/forum/?action=post;board=196



เด๋วนี้จะ ทานอะไรก้อต้องระวังกันหมดเลยนะ น่ากลัวจิงๆ ดีว่าเป็นสมาชิก Fanpage ของ อาวียองส์ เลยได้พวกความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารอยู่เรื่อยๆ ทั้งจากเพื่อนๆ และผู้เชี่ยวชาญเลย www.facebook.com/aviance.th ลองเข้าไปดูกันได้นะ