Saturday, August 28, 2010

สัญญาณที่ฟ้องว่ารับประทานอาหารไม่เหมาะ

ร่างกายของคุณเกิดมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นผดผื่น คัน ผิวหนังลอกเป็นขุยแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังทานอาหารไม่ถูกต้องอยู่นะคะ วันนี้เราจึงนำ สัญญาณที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่เหมาะสมมาฝากกัน




ผิวหนังมีปัญหา เช่น มีอาการคัน หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว อาการเช่นนี้อาจเป็นลักษณะของการ ขาดวิตามิน A ผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับโดยตรงเช่นนี้มากเกินไปจะเป็นอันตรายได้



ผมไม่เงางาม ในกรณีที่รุนแรง ผมของคุณจะไม่สามารถจัดทรงได้เลย เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคนที่จำกัดอาหารอย่างมาก ดังนั้นคุณจึงควรที่จะทานอาหารที่มีกากใยควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ส่วนคนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องได้สารอาหารจาก พืชผัก ข้าว และ ถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอก และผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก และถั่วเหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน



ท้องผูก เป็นอาการที่กำลังบอกคุณว่า คุณต้องได้สารอาหารพวก ไฟเบอร์ หรืออาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย



ผายลมบ่อย แม้ว่าไฟเบอร์จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไป หรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็วเกินไป เช่น กินถั่ว หรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณจะผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ วิธีแก้ปัญหาคือค่อย ๆ เพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้า ๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียงวันละ 10 กรัม อย่าเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม



ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่าคุณกินปลาน้อยเกินไป กรดไขมันประเภทโอเมก้า -3 ที่พบมากในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ



สเปิร์มน้อยลงไปมาก ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ ขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่า วิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน



หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คงไม่สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือเต้น ๆ หยุด ๆ โดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวด หรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หัวใจคุณก็ยังมีอาการเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะ ขาดสารอาหารพวกแม็กนีเซียมหรือโปแตสเซียม



สำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแม็กนีเซียม ให้ทานอาหารว่างที่เป็นพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทอง และผักโขม เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ



ปวดเหงือก ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่าปากของคุณกำลังต้องการ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียในปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วงเช้าของทุกวัน



กระดูกแตก ถ้ากระดูกคุณแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูกของคุณอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมาจากการ ขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นตัวประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือน ๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ยิ่งร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ดี)

ขี้ลืม อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B 6 B 12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่าจากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 6 และโฟเลต มากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการขาดวิตามิน B 12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

เพื่อน ๆ ก็ลองหมั่นสังเกตตัวเองกันนะคะว่าเป็นยังไงกันบ้าง จะได้รู้ก่อนที่จะสายเกินไป แต่ทางที่ดีถ้าเป็นอะไรก็ควรที่จะไปพบแพทย์นะคะ...

Friday, August 20, 2010

Mongolian Pork Chops

วัตถุดิบ
Marinade Sauce (สำหรับหมัก Pork Chops)
  1. Hoisin Saus 2 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
  3. ซอสถั่วเหลือง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำส้มสายชูหมักจากรำข้าว (Rice Vinegar) 1/4 ถ้วย
  5. หอมแดงไทยเล็ก 1 หัวเล็ก
  6. ขิงสับละเอียด 18 กรัม
  7. กระเทียมสับ 1 1/4 ช้อนโต๊ะ
  8. ผักชีฝรั่ง 1/4 ถ้วย
  9. น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  10. Tabasco Sauce 1 ช้อนชา
Braised Red Cabbage
  1. กะหล่ำปลีแดง 1/2 หัว
  2. หอมแดงไทยเล็ก 1 หัว
  3. หอมแดงญี่ปุ่น 1/2 ลูก
  4. กระเทียมสับ 1 กลีบ
  5. เนย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำส้มสายชูที่ทำจากไวน์แดง (Red Wine vinegar) 1/2 ถ้วย
  7. น้ำตาลทรายแดง 1/3 ถ้วย
  8. เกลือ 3/4 ช้อนชา
  9. พริกไทยป่น 3/4 ช้อนชน
  10. น้ำซุป 1 ถ้วย
เนื้อหมู Pork chops 1/2 กิโลกรัม
มันบด 1 ถ้วย

วิธีทำ
  1. นำส่วนผสมทั้งหมดของ Marinae Sauce มาปั่นรวมกันให้ละเอียด เพื่อนำไปหมักในเนื้อหมู Pork Chops อย่างน้อย 8 ชั่วโมง หลังจากหมักจนครบระยะเวลาให้นำเนื้อหมูมาทอดในน้ำมันด้วยความร้อนปานกลาง ทอดหมูข้างละ 4-5 นาที แล้วกลับด้าน เมื่อเห็นว่าเนื้อหมูสุกแล้วให้เอาใส่ในจาน
  2. จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการทำเครื่องเคียง Braised Red Cabbage เริ่มด้วยการผัดหอมแดง และหอมแดงญี่ปุ่นด้วยเนย ต่อด้วยใส่กระหล่ำปลีลงไปผัดต่อ เติมน้ำตาล เกลือ และพริกไทยตามลำดับ ผัดจนนิ่มและเหนียว ใส่ Red Wine Vinegar ลงไป แล้วลดไปลงจากเดิม ผัดต่อไปจนส่งกลิ่นหอม
  3. แล้วเติมน้ำซุปนิดหน่อย ผัดต่อไปแต่อย่าให้ผักนิ่มมาก ปรุงรสครั้งสุดท้ายด้วยน้ำตาล น้ำส้ม ให้ออกหวานนำและตามด้วยเปรี้ยว ตักเสิร์ฟคู่กับ Pork Chops และมันบด เป็นเมนูรสชาติดีเหมาะแก่การเฉลิมฉลองเป็นที่สุด

Thursday, August 19, 2010

วิธีเลือกน้ำหอม

น้ำหอมมีกี่ชนิดค การเลือกใช้และการเก็บรักษาต้องทำอย่างไร


น้ำหอมมี 4 ชนิด

1. เพอร์ฟูม (Perfume Extract) เป็นน้ำหอมเข้มข้น มีหัวน้ำหอมมากที่สุด 20-40% หอมนาน 6-12 ชั่วโมง มีราคาแพงที่สุด



2. โอ เดอ เพอร์ฟูม (Eau de Perfume) เป็นน้ำหอมชนิดที่มีกลิ่นหอมแรงรองลงมา มีส่วนผสมของน้ำมันหอม 15-18% และแอลกอฮอล์ 80% ทำให้มีกลิ่นติดทนนานราว 4-6 ชั่วโมง


3. โอ เดอ ทอยเล็ตต์ (Eau de Toilette) น้ำหอมที่มีกลิ่นเข้มข้นรองลงมาจาก Perfume มีส่วนผสมของน้ำมันหอม 4-8% ที่เหลือคือแอลกอฮอล์ กลิ่นติดทนนาน 2-4 ชั่วโมง



4. โอ เดอ โคโลญจน์ (Eau de Cologne) เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 3-5% ผสมกับแอลกอฮอล์จำนวนมาก เมื่อพรมลงบนตัวแล้วจะระเหยรวดเร็วติดทน 1-3 ชั่วโมง นิยมชโลมร่างกายหลังอาบน้ำเสร็จ



น้ำหอมยี่ห้อเดียวกันอาจจะมีกลิ่นที่แตกต่างกันได้ เนื่องจากปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำกับผิวหนัง และกลิ่นตัวของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นกลิ่นที่เพื่อนใช้เราคิดว่าหอมอาจจะไม่เหมาะกับตัวเรา

น้ำหอมมีหลายรูปแบบ เช่น น้ำหอมในรูปครีมให้กลิ่นติดทนนาน น้ำหอมผสมสบู่อาบน้ำทำออกมาในรูปสบู่ก้อน หรือสบู่เหลวผสมในอ่างอาบน้ำ คนตะวันตกนิยมใช้ เพราะนิยมนอนแช่อ่างอาบน้ำ และน้ำหอมในรูปแป้งโรยตัวให้กลิ่นหอมที่สั้นกว่าแบบอื่น

ขั้นตอนการเลือกน้ำหอม

1. ขั้นแรก ขอคำแนะนำจากพนักงาน ฉีดลงบนการ์ดหลายๆ กลิ่น ดูว่ากลิ่นไหนที่ชอบหรือควรตัดออก ขั้นตอนนี้อาจจะทดสอบได้หลายกลิ่นเท่าที่ใจปรารถนา

2. หลังจากได้กลิ่นมากพอในการตัดสินใจแล้ว ให้ตัดตัวเลือกที่ไม่ชอบออกไปมากที่สุด ขั้นตอนนี้อาจจะเลือกกลิ่นในใจเอาไว้ 2-3 กลิ่น

3. เมื่อได้กลิ่นที่ถูกใจแล้ว ให้ฉีดน้ำหอมที่เลือกไว้ลงบนหลังมือหรือข้อพับแขนจากนั้นไปเดินที่อื่นฆ่าเวลา รอให้น้ำหอมทำปฏิกิริยากับผิวหนังและกลิ่นตัวของเราเพื่อดูผล

4. กลับมาทดสอบกลิ่นที่ได้ฉีดไว้ตามร่างกายว่าชอบกลิ่นไหนมากที่สุดก็เลือกกลิ่นนั้น

ถ้าจมูกเริ่มแยกกลิ่นไม่ได้ ลองไปนั่งจิบกาแฟสักพัก กลิ่นของกาแฟจะช่วยตัดกลิ่นอื่นๆ ที่ไปสูดดมมาได้เป็นอย่างดี หลีกเลี่ยงการฉีดบนเสื้อผ้า เพราะอาจเป็นรอยด่างดวง ให้ป้ายหรือฉีดน้ำหอมที่จุดชีพจร เช่น ข้อพับแขน หลังหู ลำคอ ข้อเท้า และข้อพับเข่า เมื่อฉีดแล้วไม่ควรถู ควรปล่อยให้แห้งเอง หรือจะฉีดสเปรย์น้ำหอมในอากาศแล้วใช้วิธีเดินผ่านช่วยให้กลิ่นติดทั่วทั้งตัว ถ้าอยากฉีดซ้ำในวันเดียวกัน ให้รอเวลานับจากการฉีดครั้งแรกราว 8-9 ชั่วโมง เพราะส่วนผสมจะได้ไม่ทำปฏิกิริยากันเอง

หากเป็นคนผิวแห้งให้ใช้น้ำหอมมากหน่อย เนื่องจากผิวมันมีน้ำมันช่วยคงกลิ่นให้ติดอยู่นาน นอกจากนี้หากใส่น้ำหอมแล้วต้องอยู่ในที่อากาศเย็นให้เลือกน้ำหอมที่มีกลิ่นแรงกว่าปกติ เนื่องจากความเย็นจะลดกลิ่นหอมให้ลดน้อยลงและการฉีดน้ำหอมทันทีหลังอาบน้ำเสร็จจะช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนาน การเก็บรักษาส่วนใหญ่นิยมเก็บในตู้เย็น

ไส้ครีมซาลาเปา (สูตรหนึ่ง)


ไส้ครีม

ส่วนผสมไส้ครีม
  1. ไข่ไก่ 5 ฟอง (275 กรัม)
  2. น้ำตาลทราย 192 กรัม
  3. นมข้นจึด 115 กรัม
  4. น้ำใบเตย 109 กรัม
  5. นมผงขาดมันเนย 60 กรัม
  6. แป้งเอนกประสงค์ 64 กรัม
  7. เกลือ 2 กรัม
  8. เนยสดละลาย 139 กรัม
  9. นมข้นหวาน 40 กรัม
รวม 996 กรัม

วิธีทำ
  1. ผสมไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำใบเตย คนส่วนผสมให้เข้ากัน
  2. ร่อนแป้งเอนกประสงค์ นมผง ใส่ในส่วนผสมข้อ 1 คนให้เข้ากัน
  3. กรองส่วนผสมด้วยตะแกรงร่อนแป้ง
  4. ใส่เกลือ นมสด เนยละลาย และนมข้นหวานคนให้เข้ากัน
  5. นำไปตุ๋นจนส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ประมาณ 1/2 ชั่วโมง เก็บใส่ภาชนะเข้าตู้เย็น
ได้ประมาณ 40 ชิ้น (สำหรับซาลาเปา)

Wednesday, August 18, 2010

อาหารชะลอวัยดึก

อาหาร 7 อย่างต่อไปนี้จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยดึก
ทั้งผมร่วง ผิวแห้ง เฉื่อยชา ให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นภายใน 3 - 6 เดือน


หยุดผมร่วง

รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้ว ยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน


ลดผิวมัน

รับประทานธัญญาหารทุกเช้าซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน


หยุดการลอกของผิวหนัง

รับประทานปลาแซลมอนในเกลือรมควันอาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็ได้


ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก

มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพด ี โดยช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน


ชะลอผมหงอก

รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหารถั่วลิสงมีวิตามินบี ที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย


ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี

รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน


ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ

วิตามินบี ในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษ

20 วิธีทำให้ดูเด็ก

1. บริโภควิตามินซีและอี เป็นประจำ ทำให้ดูเด็กลงกว่าเดิมไม่ต่ำกว่า 6 ป


2. อย่าอยู่ใกล้ควันบุหรี่ คนที่อยู่ใกล้ๆ ควันบุหรี่วันละไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง จะดูแก่กว่าอายุจริงราวๆ 6.9 ปี ซึ่งพอๆกับคนที่ สูบบุหรี่เป็นประจำเลยที่เดียว

3. แปรงฟันและใช้ฟลอสขัดฟันทุกวัน คนฟ ันสวย จะดูเด็กกว่าประมาณ 6.4 ปี

4. มีเซ็กส์ เซ็กส์ที่มีคุณภาพหมายถึงไปถึงจุดยอดได้มากเท่าไร ใน 1 ปี จะทำให้เราดูเด็กกว่าอายุจริงได้ถึง 1.6-8 ปี

เชียวน่ะ

5. อย่าอด อาหารเช้าบริโภคมื้อเช้าทุกวันจะดูเด็กกว่าอายุจริงๆ ลงได้ 2 ปี

6. หัวเราะเข้าไว้ การหัวเราะ ทำให้คุณดูเด็กลง 1.7-8 ปี

7. เลือกอาหารไขมันต่ำ อาหารไขมันต่ำ ทำให้คุณดูเด็กลงไม่ต่ำกว่า 6 ปี

8.. เรียนรู้สิ่งรอบๆตัวตลอดเวลา การเรียนรู้และหากิจกรรมทำสม่ำเสมอ ทำให้คุณดูเด็กลง 2.5 ปี

9. สร้างเครือข่ายสังคม การอยู่ในสังคมที่ดี มีเพื่อนสนิทครอบครัวที่รักใคร่

กลมเกลียวจะช่วยลดความเครียดจากการทำงานจะทำใ ห้เราดูเด็กลงได้ตั้งแต่ 2-30 ปี

10. นอนหลับให้พอ การนอนหลับยาวๆนานๆสม่ำเสมอในแต่ละคืนทำให้ดูอ่อนเยาว์

กว่าวัย หญิง 7 ช.มและชาย 8 ช.ม.จะทำให้เราดูเด็กลง 3 ปี

11. เลี้ยงสุนัขและเดินเล่นกับมัน วิธีนี้จะทำให้เราดูเด็กลง 1 ปี

12. ไปตรวจสุขภาพบ้าง คนที่ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี จะทำให้เราดูเด็กลงกว่าอายุจริงถึง 12 ปี

13. ตรวจสอบประวัติสุขภาพของครอบครัว การป้องกันตัวเองจาก โรคที่เคยเป็นในครอบครัวดังกล่าว

จะช่วยให้คุณดูเด็กกว่าพ่อแม่ของคุณ เมื่อเวลาที่คุณมีอายุ เท่ากับท่านถึง 4 ปี

14. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังที่เหมาะสมจะทำให้ดูเด็กลง 3-8 ปี

15. หยุดสูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะดูแก่กว่าอายุจริง 8 ปี

16. งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง การติดแอลกอฮอล์ จะทำดูแก่กว่าอายุจริง 3-5 ปี

17. อย่าลืมเรื่องเศรษฐกิจ.คนที่มีปัญหาเครียดเรื่องเงิน จะทำดูแก่กว่าอายุจริง 8 ปี

18. รักษาน ้ำหนักให้มาตราฐานคงที่ คนที่ลดน้ำหนักลงได้ จะทำดูเด็กกว่าอายุจริงไม่ต่ำกว่า 6 ปี

19. บริโภคอาหารแคลอรี่ต่ำแต่คุณค่าโภชนาการสูง การบริโภคผักผลไม้สดและปลา จะทำดูเด็กลง 4 ปี

20. หาทางออกที่เหมาะสมเมื่อพบวิกฤติของชีวิตการเอาชนะปัญหาชีวิตได้ จะทำคุณดูเด็กลง 8-16 ปี

ทุเรียนทอด

ส่วนผสมของทุเรียนทอดเจ้า
-ทุเรียน 1ลูก(เอาแต่เนื้อ)
-น้ำมันพืชสำหรับทอด


ส่วนผสมที่(1)แป้งชั้นใน
-แป้งสาลี 290 กรัม
-เนยขาว 75 กรัม
-นำมันพืช 75 กรัม

ส่วนผสมที่(2)แป้งชั้นนอก
-แป้งสาลี 260 กรัม
-เนยขาว 75 กรัม
-น้ำตาล 15 กรัม
-น้ำเปล่า 125 กรัม
-ทุเรียนเอาแต่เนื้อ ใช้มือขยำๆให้ละเอียดอีกที


เริ่มทำส่วนชั้นในก่อน ทำเป็นหลุมแล้วเอาส่วนผสมที่ (1) เทในอ่างผสม แล้วนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน (วิธีทำแป้งเหมือนขนมเปี๊ยะ) 
-นวดเสร็จพักไว้ก่อน แป้งจะนุ่มไม่แฉะ /ปั้นให้ได้ 15 กรัม(พักไว้)ปั้นให้ได้22ลูก แต่แป้งแอบเหลือนิดหน่อย


-ส่วนผสมที่(2)แป้งชั้นนอก ทำเหมือนกันกับส่วนผสมที่(1)เอามาใส่ในอ่างผสมแล้วนวดแป้งให้เป็นเนื้อเดียวกัน (แป้งจะนุ่มไม่ติดมือ) 




 -ก็จะได้แป้งชั้นนอกเสร็จแล้ว/ก้อปั้นเป็นก้อน ก้อนละ 20 กรัม (จะได้22ลูก)พอดี 


 -ตอนนี้แป้งชั้นใน และชั้นนอกสร็จแล้วเตรีมที่จะปั้นกันละเจ้า / ใช้ฝ่ามือกดบี้ๆแป้งชั้นนอก(2)ก็ได้แล้วเจ้าทำให้แบนๆ แล้วเอาแป้งชั้นใน(1)ใส่ตรงกลาง
 -แล้วก็ห่อแป้งเลย / แล้วก็เอาไม้คลึง ขึ้น-ลง ความยาวไม่ได้วัดกะๆเอาเจ้า อิอิ

-แล้วก็ม้วนแป้งเจ้า / แล้วก็คลึงแป้ง ขึ้น-ลง อีกครั้งเจ้า แล้วก็ม้วน




-แล้วก็หงายหน้าแป้งที่ม้วนๆเนี่ยะขึ้นมา /แล้วก็ใช้ฝ่ามือกดลงแบนๆ


-ใช้ไม้คลึงให้เป็นวงกลมเจ้า /ทุเรียนเตรียมห่อกันได้ละ
-ก็เอาเนื้อทุเรียนใส่1 ชต.วางตรงกลาง /แล้วก็ห่อ ให้มิด



-จากนั้นเราก็ใช้กรรไกร ตัดให้เป็นแฉกเหมือนหนามทุเรียน อย่าตัดให้ถึงข้างในเนื้อนะเจ้า


-ทอดด้วยน้ำมันร้อน เอาทุเรียนที่ปั้นใส่ในกระชอนตาถี่อย่างงี้เจ้า ต้องใช้น้ำมันทอดให้ท่วมตัวขนม อย่าหยอดลงกะทะ กลัวว่าแป้งจะติดก้นกะทะเอาเจ้า ทอดให้เป็นสีเหลืองทอง

Monday, August 16, 2010

ประโยชน์ของกล้วย

ถ้าต้องการให้ระดับพลังงาน ที่หย่อนยานลงให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาหารว่างใดดีไปกว่า กล้วย อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด


คือ ซูโครส ฟรุคโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้นยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรค จึงควรรับประทานทุกวัน



1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง



2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกา ยินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถ โฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก



3. กำลังสมอง นักเรียน 200 คน ที่โรงเรียน Twickenham ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปีนี้ ด้วยการรับประทานกล้วย ในมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา จากงานวิจัยแสดง ให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น



4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย



5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจเร็ว ๆ นี้ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคนจะมี ความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า try potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ ถูกเปลี่ยนเป็น serotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง



6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้ กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วย ปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา



7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญหาเกี่ยวกับอาการเสียด ท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้



8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลใน เส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า



9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่าง มหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้



10. ระบบประสาท ในกล้วยมีวิตามินบี สูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ โรคน้ำหนักเกินและโรคที่ เกิดในที่ทำงาน จากการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียค้นพบว่า ความกดดันในที่ทำงานเป็นเหตุนำไปสู่ การกินอย่างจุบจิบ เช่นอาหารพวกช็อคโกแล็ต และอาหารประเภททอดกรอบต่าง ๆ ในจำนวนคนไข้ 5,000 คน ในโรงพยาบายต่าง ๆ นักวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วนมากเกินไป และส่วนใหญ่ทำงานภายใต้ความกดดันสูง มาก จากรายงานสรุปว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกและนำไปสู่การกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง เราจึงต้องควบคุม ปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น กินกล้วยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อยยา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วย สารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ได้



11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะ เนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรค ลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และ กระเพาะอาหารด้วย



12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้ อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทกรกที่เกิดมา จะมีอุณหภูมิเย็น

ซาลาเปาขั้นตอนเดียว


ซาลาเปาขั้นตอนเดียว
ส่วนผสมซาลาเปา
  1. แป้งสาลีเอนกประสงค์ 1000 กรัม
  2. น้ำตาลทราย 200 กรัม
  3. เกลือ 4 กรัม
  4. ยีสต์น้ำตาลมาก 10 กรัม
  5. น้ำเปล่า 472 กรัม
  6. เนยขาว 122 กรัม
  7. ผงฟู 12 กรัม
  8. สารเสริม (sp) 10 กรัม
  9. สารเสริม (ks505) 2 กรัม
  10. รวมทั้งหมด 1832 กรัม
วิธีทำ
  1. ผสมแป้งเอนกประสงค์ ผงฟู สารเสิรม ks505 เข้าด้วยกัน นำไปร่อนแล้วพักไว้ ใส่ยีสต์ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน ใข้ความเร็ว 1 นาน 2 นาที
  2. ละลายน้ำตาล เกลือ ในน้ำจนน้ำตาลทรายละลาย
  3. ใส่เนยขาวและสารเสริม SP ใช้ความเร็ว 4 นาน 10 นาที นวดจนเนื้อเนียน
  4. ตัดโดก้อนละ 30 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม พักไว้ 15 นาที
  5. คลังเป็นแผ่นกลม ใช้ไส้ครีม ขึ้นรูปเป็นรูปกระต่าย ใช้กรรไกรตัดหู ติดลูกตาด้วยงาดำ วางบนกระดาษ นำไปบ่มในตู้ 1.40 ชั่วโมง
  6. นำไปนึ่งในน้ำเดือด 10 นาที
(จำนวนที่ได้ 60 ชิ้น)

Sunday, August 15, 2010

อาหารที่ไม่ควรรับประทานด้วยกัน

อาหาร ที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน บางอย่างมีประโยชน์ บางอย่างไม่มีประโยชน์ แต่คุณ ทราบหรือไม่ว่า อาหารบางอย่างที่เราทานเข้าไปทุกวันๆ เราคิดว่ามีประโยนช์มากมายนั้น บางอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มาดูดีกว่าว่ามีอาหารชนิดไหนบ้าง


1. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

2. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก

4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

5. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

6. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

7. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

8. มันฝรั่งกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ

9. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

10. น้ำเต้าหู้ นมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตับ

11. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทานกับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

12. กล้วยมะละกอ แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

13. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

14. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

15. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

16. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง

17. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน

18. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน

19. น้ำผึ้ง - ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน

20. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

21. มังคุดกับน้ำตาล- กินร่วนกันจะทำให้เสียชีวิต









โดย :คนดีที่โลกรอ http://webboard.sanook.com/forum/?action=post;board=196



เด๋วนี้จะ ทานอะไรก้อต้องระวังกันหมดเลยนะ น่ากลัวจิงๆ ดีว่าเป็นสมาชิก Fanpage ของ อาวียองส์ เลยได้พวกความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารอยู่เรื่อยๆ ทั้งจากเพื่อนๆ และผู้เชี่ยวชาญเลย www.facebook.com/aviance.th ลองเข้าไปดูกันได้นะ