Thursday, October 14, 2010

ชาเขียวเย็น

เรื่องจริงที่คนไทยไม่รุ้...............

 
ชาเขียว เป็นชาที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมานานกว่า 100 ปี ในขณะที่คนไทยเพิ่งรู้จัก กันไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง คนญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อนร้อนกัน เพราะได้พิสูจน์ แล้วว่าชาเขียวร้อนมีคุณสมบัติลดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษในร่างกายคนเราให้ขับออก มาทางอุจจาระ และขับไขมันส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ
ชาเขียวชึ่งทำให้ร่างกายสามารถขับพิษและลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาเขียวร้อน ที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มกันตั้งแต่เด็กจนแก่ แต่คนไทย นิยมดื่มชาเขียวแช่เย็น

ซึ่งคนไทยส่วนมากไม่เคยรู้จักคุณสมบัติที่แท้จริงของชาเขียวเลย ทำให้คนญี่ปุ่นรุ้สึกขบขันในใจแถมหัวเราะเยาะในใจว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คนไทยจะมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนญี่ปุ่น เพราะอะไรงั้นหรือ...เพราะว่าชาเขียวที่มีคุณอนันต์นั้น ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน เพราะชาเขียว จะมีประโยชน์ต่อร่างกายในขณะที่ร้อนอยู่เท่านั้น ในทางกลับกันหากดื่มชาเขียวตอนที่เย็นแล้วกลับทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย กล่าวคือ การดื่มชาเขียวแช่เย็น นอกจากไม่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระสารพิษออกจากร่างกายได้แล้วยังก่อให้เกิดการเกาะตัวแน่นของสารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็ง
นอกจากนี้ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันในร่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด และอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคร้ายตามมา อาทิเช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

เรายังมีการทดสอบให้เห็นอย่างง่าย ๆและชัดเจนเกี่ยวกับอันตรายที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ให้ท่านเห็นได้ด้วยตนเอง โดยการนำชาเขียวแช่เย็น ยิ่งเย็นยิ่งเห็นชัด นำมาเทลงในชามก๊วยเตี๊ยว จะพบว่าหลังจากเทชาเขียวแช่เย็นลงไปได้ครู่เดียว จะมีคราบไขมันลอยเห็นเป็นคราบบนน้ำซุป หรือเกาะเป็นคราบที่ชามก๊วยเตี๊ยวทันที แล้วร่างกายท่านล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดื่มชาเขียวแช่เย็นเข้าไปสยองไหมละ

ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด แต่จะดื่มชาเขียวร้อนอย่างชาญฉลาด ในขณะที่คนไทยที่คิดว่าตนเองฉลาดกลับดื่มชาเขียวแช่เย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย แบบฉล๊าด ฉลาด......


Tuesday, September 28, 2010

คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารลดไขมัน

อาหารลดไขมันช่วยทำให้อาหารมีรสดีน่ารับประทานและช่วยให้อิ่มนาน ทางด้านโภชนาการ ไขมันให้พลังงานแก่ร่างกายในตัวของมันเอง และช่วยให้ได้รับวิตามินบางชนิด ได้แก่ เอ ดี อี และเค อาหารลดไขมันเหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส โรคตับแข็ง โรคถุงนำดีอักเสบ
หรืออุดตันเนื่องจากเซลล์

เครื่องดื่ม
  • อาหารที่รับประทานได้ เช่น  กาแฟ ชา น้ำอัดลม น้ำข้าว นำนมไม่มีไขมัน นมเปรี้ยว
  • อาหารที่รับประทานไม่ได้ เช่ย ครีม น้ำนม และนมผงธรรมดา เครื่องดื่มใส่นมช๊อกโกแลต

ขนมปัง ธัญพืช
  • อาหารที่รับประทานได้ เช่น ขนมปังธรรมดา โรลธรมดา ข้าว มักกะโรนี สปาเกตตี้ ก๋วยเตี๋ยว (ไม่ใส่น้ำมัน) บะหมี่ เส้นหมี่ ข้าวโพด มันชนิดต่าง
  • อาหารที่รับประทานไม่ได้ เช่น ขนมปังชนิดอื่นๆ บิสกิต กล้วยทอด ขนมปังทอด ขนมปังอบเนย ขนมปังหวาน มันทอด เผือกทอดนำมันหรือเนยทุกชนิ

อาหารหวาน
  • อาหารที่รับประทานได้ เช่น ขมนไข่ พุดดิ้งธรรมดาทาด้วยน้ำมันไม่มีไขมัน วุ้นธรรมดา หวานเย็นทำจากน้ำหวาน หรือผลไม้เท่านั้น อาหารหวานใส่น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลเท่านั้น
  • อาหารที่ห้ามรับประทาน เช่น ขนมเค้กต่างๆ คุกกี้ ไอศครีม พาสตี้ต่างๆ อาหารหวานพวกผสมกะทิ ขนมที่ใช้น้ำมันหรือเนยทอด

ไขมัน (ลดไขมันปานกลาง)
  • อาหารที่รับประทานได้ ต้องใช้ไขมันปานกลาง ใช้น้ำมันทำจากข้าวโพด รำข้าว เมล็ดฝ้าย ถั่วลิสง มะกอก ถั่วเหลือง ดอกคำฝอย  ถ้าลดไขมันมาก ไม่ให้ใช้เลย
  • อาหารที่ห้ามรับประทาน เช่น น้ำมันหมู น้ำมันจากหมูแฮม น้ำมันมะพร้าง ไขมันสัตว์ทั่วไป น้ำมันสลัดสำเร็จรูป ไขมันพืชที่ปนไขมันสัตว์ งดทุกชนิ

ผลไม้
  • อาหารที่รับประทานได้ เช่น ผลไม้ติบทุกชนิด สุกหรือแห้ง ผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้
  • อาหารที่รับประทานไม่ได้ อโวคาโด

เนื้อไก่ปลา
  • รับประทานได้ สำหรับลดไขมันปานกลาง ให้เป็นเนื้อไม่มีไขมันติด หมู หมูแฮม เนื้อแกะ เนื้อลูกวัว ปลาเทราต์และปลาอื่นๆที่มีไขมันไม่มาก ประมาณวันละขีด หรือขนาดเท่า 4 กลักไม้ขีดเล็ก ไก่ ไก่งวง กุ้ง ปู หอย ปลาไม่มีมัน
  • ห้ามรับประทาน เนื้อติดมันทุกชนิด เนื้อทอด ปลากหรือเนื้อกระป๋องมีน้ำมันหรือไขมัน เนยแข็งทุกชนิด ห่าน เนื้อหมู

Monday, September 13, 2010

แกงจืดแก้หวัด

บ๋วยดอง
หมูสับไม่มีมัน
หัวหอมเล็ก
ผักชีกำใหญ่
น้ำ


ต้มเหมือนแกงจืดทั่วไป รับรองแก้หวัดได้ชัวร์


5 สารอาหารที่จำเป็น

5 สารอาหารที่จำเป็นเมื่อร่างกายได้รับอย่างสม่ำเสมอ และก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว

สารต้านอนุมูลอิสระ
  • วิตามิน เอ (Vitamin A) : ดีต่อการมองเห็น ส่งเสริมการเจริญเติบโต ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน ซี (Vitamin C) : จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนและกระดูก ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน อี (Mixed Tocopherol) : บำรุงผิว ส่งเสิรมระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด
  • ซีลีเนียม
  • สังกะสี
  • ทองแดง
  • แมงกานีส
  • คาทีซิน
  • กรดอัลฟาไลโปอิค : ต่อต้านอนุมูลอิสระ ฟื้นฟูสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ส่งเสริมการสร้างกลูตาไธโอน (สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองได้) ช่วยขจัดสารพิษออกจากตับ
  • ซิครัส ไบโอฟลาโวนอยด์
  • สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
  • เคอร์ซิติน: ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดภูมิแพ้ ต้านการอักเสบ ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด
  • เบต้าแคโรทีน (beta-carotene) : เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสายตา ผิวพรรณ ส่งเสริมการเจริญเติบโต ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไลโคฟีน : ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องดีเอ็นเอ ต้านมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตัน
  • ลิวทีน : ต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา ปกป้องดวงตาส ส่งเสริมการมองเห็น บำรุงผิว

สารไฟโตนิวทรยนท์
  • คาทิซิน
  • กรดอัลฟาไลโปอิค: ต่อต้านอนุมูลอิสระ ฟื้นฟูสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ส่งเสริมการสร้างกลูตาไธโอน (สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองได้) ช่วยขจัดสารพิษออกจากตับ

  • ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ : ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ดีต่อสุขภาพของหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้
  • สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
  • เคอร์ซิติน : ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดภูมิแพ้ ต้านการอักเสบ ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด
  • เบต้าแคโรทีนเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสายตา ผิวพรรณ ส่งเสริมการเจริญเติบโต ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไลโคฟิน
  • ลิวทีน
  • อินสิทอล

สารอาหารสำหรับกระดูก
  • แคลเซียม : เป็นส่วนประกอบของกรุดูและฟัน มีส่วนเกี่ยวข้องในการสื่อประสาท การหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ การแข็งตัวของเลือด ลดความดันโลหิต
  • แมกนีเซียม : ส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด ส่งเสริมการเต้นของหัวใจและบำรุงกระดูก
  •  วิตามิน ดี (Vitamin D3 ) : ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี เสริมกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการสูญเสียกระดูก
  • วิตามิน เค (Vitamin K) : ป้องกันการตกเลือดหลังผ่าตัด เสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก ป้องกันกระดูกพรุน
  • วิตามิน ซี
  • ซิลิคอน : ทำงานร่วกับอินซูลินในการรักษาให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
  • สังกะสี
  • ทองแดง
  • แมงกานีส

เกลือแร่จำเป็น
  • ซีลีเนียม : ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ทำงานร่วมกับวิตามินอีช่วยลดการอักเสบ ช่วยชะลออาการของโรคภูมิเพียน เช่น รูมาตอยด์ SLE สะเก็ดเงิน
  • สังกะสี : เสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงผิว รักษาแผลกละการระคายเคืองที่ผิวหนัง บำรุงผมและหนังศรีษะ ส่งเสริมการสร้างกระดูก ป้องกันกระดูกพรุน เพิ่มโอกาสการมีลูก
  • ทองแดง : ส่งเสริมการสร้างกระดูก ทำงานร่วมกับสังกะสีเพื่อการดูดซึมแคลเซียม ยับยั้งการสูญเสียมวลกระดูก บำรุงเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาท ผนังหลอดเลือ เส้นผมและผิวหนัง ส่งเสริมการทำงานของหัวใจ ช่วยให้มีลูกง่ายขึ้น
  • แมงกานีส : ส่งเสริมการสร้างกระดูก และกระดูกอ่อน ส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ
  • โครเมียน : ทำงานร่วมกับอินซูลินในการรักษาให้ระดับนำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
  • โมลิบดินั่น : ส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์สำคัญต่างๆที่ช่วยขจัดสารพิษหลายชนิด เช่น สารพิษซัลไฟด์ พิวรีน
  • แคลเซียม : เป็นส่วนประกอบของกรุดูและฟัน มีส่วนเกี่ยวข้องในการสื่อประสาท การหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ การแข็งตัวของเลือด ลดความดันโลหิต
  • แมกนีเซียม
  • ซิลิคอน : ทำงานมีร่วมกับอินซูลินในการรักษาให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
  • ไอโอดีน : จำเป็นในการสร้างฮอร์โมนธัยรอยด์ ที่จำเป็นต่อการควบคุมการเผาผลาญ และการเจริญเติบโต
  • เหล็ก : บำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก ส่งเสริมภูมิคุ้มกันทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

วิตามิน บีที่สมดุล
  • วิตามินบี 1 (Thiamin) : ช่วนในการสร้างพลังงาน ช่วยให้ระบบประสาทแข็งแรง จำเป็นต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท
  • วิตามินบี 2 (Riboflavin) : ส่งเสริมการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่ช่วยเร่งการเผาผลาญ ช่วยสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำงานร่วมกับธาตุเหล็กสร้างเม็ดเลือดแดง จำเป็นต่อการสร้างเนื้อเยื่อ ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน
  • ไนอาซิน (Niacin) : ส่งเสริมการเผาผลาญคาร์โบไฮเตรต ไขมันให้เป็นพลังงาน ช่วยให้ตับอ่อนทำงานเป็นปกติ บำรุงผิว ช่วยบรรเทาข้ออักเสบ
  • วิตามินบี 6 (Pyridoxine) : ปัองกันโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือในสมองแตก/ตีบ ลดอาการซึมเศร้า บำรุงเส้นประสาท บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
  • โฟเลต (Folate) : ป้องกันการเกิดทารกพิการแต่กำเนิด ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือในสมองแตก/ตีบ บรรเทาอาการซึมเศร้าโดยเฉพาะผู้สูงอายุ
  • วิตามินบี 12 (Cobalamin) : ปัองกันโลหิตจาง ลดอาการซึมเศร้า ต้านอาการปวดประสาท อาการชาและเหน็บ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน มีบทบาทในการสร้างดีเอ็นเอ
  • ไบโอติน (Biotin) : บำรุงผิวหนัง เส้นผม และเล็บให้แข็งแรง ช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไขมันให้เป็นพลังงาน
  • กรดแพนโธทีนิค (Panthotenic) : ช่วยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรทให้เป็นพลังงาน ช่วยในการสร้างและสลายกรดไขมัน ขจัดสารพิษจากแอลกอฮอล์

Wednesday, September 8, 2010

น้ำมันพืช

น้ำมันพืช… อันตรายระดับชาติ !!!




คนไทยตาสว่างเสียที… เลิกเสียเงินซื้อยาฝรั่ง ต้นเหตุเพียงแค่น้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึม



อดีตเมื่อก่อน 30 ปีที่แล้ว คนไทยใช้น้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำกับข้าว จู่ ๆ โฆษณาฝรั่ง มากล่าวโทษวิถีไทยเดิม ๆ อ้างว่าน้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำให้คลอเลสเตอรอลสูง เพราะจับตัวเป็นไข วิธีแก้คือ การใช้น้ำมันพืช



ปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช เพราะความเชื่อที่ถูกฝรั่งฝังหัวมา แต่ปรากฏว่า อัตราการเป็นโรคต่าง ๆ มากขึ้น … ไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจ, โรคไต, ภูมิแพ้…เป็นต้น



วงการสุขภาพของตะวันตก เพิ่งจะมาตาสว่างเมื่อค้นพบโทษของน้ำมันพืช สหรัฐ ฯ ได้ออกมาตรการลด ละ เลิก ใช้ น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี (transfat oil) ในหลาย ๆ รัฐ

ท่านสามารถอ่านข่าวเหล่านี้ได้ เช่น

อาร์โนลด์ ชวาชเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กับการแบนการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี โดยกล่าวว่า “การใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ…”

http://gov.ca. gov/press- release/10291/



รัฐเท็กซัส…พระราชบัญญัติ ขจัดน้ำมันพืชแปรรูปให้หมดจากร้านอาหาร ภายใน สิงหาคม 2553 http://dallas. bizjournals. com/dallas/ stories/2009/ 05/04/daily72. html



KFC เริ่มเห็นโทษของน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ออกเมนูไร้น้ำมันพืช Transfat http://abcnews. go.com/Health/ OnCall/story? id=2615217



McDonald ประกาศเริ่มใช้น้ำมันชนิดอื่น แทนน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเมื่อปี 2007 เริ่มต้นที่ 1,200 สาขา http://www.msnbc. msn.com/id/16873869/



Dunkin Donut ประกาศเลิกใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีตั้งแต่ปี 2550

https://www. dunkindonuts. com/aboutus/ press/PressRelea se.aspx?viewtype =current&id=100102



เว๊บไซท์ ต่อต้าน transfat http://www.bantrans fats.com/



โรคที่มากับน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี…ระบบเผาผลาญอาหารเสื่อม, เบาหวาน, ธัยรอยด์, เสื่อสมรรถภาพทางเพศ, โรคหัวใจ, โรคอ้วน, โรคไตhttp://transfatdise ase.com/why. html



อาหารที่พบอยู่ทั่วไป มีน้ำมันพืชเสมอ… ก๋วยเตี๋ยว, ผัดไท, หอยทอด, ราดหน้า, ผัดผักทุกชนิด, ไก่ทอด, ปาท่องโก๋, ข้าวผัด ขนมอบ เบเกอรี่… สรุปรวมว่าอาหารทุกชนิดที่ใช้กะทะ (ผัด ทอด) ใช้น้ำมันพืชทั้งนั้น

น้ำมันพืชเกือบทุกชนิด ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบ ซึ่งราคาถูก แต่ขวางระบบดูดซึม น้ำซึมผ่านไม่ได้ หากใช้วัสดุอื่นตามที่โฆษณาจริง เหตุใดจึงยังขายได้ในราคาถูกเช่นนั้น



อย่าให้คำว่า ‘ไม่เป็นไข’ มาหลอกท่านได้อีก

น้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศา จะดูสวยงาม ไม่เป็นไข ผิดกับนำมันหมูที่เมื่อยู่ในอุณหภูมิต่ำ จะเป็นไข แต่เมื่อน้ำมันพืชเข้าไปอยู่ในร่างกาย อุณหภูมิ 37 องศา จะกลายเป็นกาวเหนียว เกาะติดลำไส้ตั้งแต่ลำคอลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยพืชผักที่เราทานเข้าไป และ ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำชาธรรมดา

แต่น้ำมันจากสัตว์ และ น้ำมันมะพร้าว เมื่ออยู่ในอุณหภูมิร่างกาย จะไม่มีทางเป็นไข และ จะละลายกับน้ำได้ สารอาหารต่าง ๆ ยังซึมเข้าร่างกายได้

หากท่านลองนำน้ำมันพืช ใส่ภาชนะ แล้วไปตั้งทิ้งไว้กลางแดดสัก 10 นาที อุณภูมิจะประมาณ 30 กว่าองศา ใกล้เคียงร่างกายมนุษย์ ท่านเช็ดน้ำมันพืชออกได้ยากมาก เหมือนกับที่เขม่ากาวติดกะทะ เครื่องครัว เขม่ากาวเหนียวนั่นคือผลของน้ำมันพืชโดนความร้อน จำเป็นต้องใช้กรดมาล้างเท่านั้น

แต่หากท่านลองใช้น้ำมันหมู หรือ น้ำมันมะพร้าว ใส่ภาชนะแล้วตากแดด จะพบว่าล้างออกได้โดยง่าย

เมื่อน้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึมท่านทั้งหมด น้ำก็จะไม่เข้าร่างกายท่าน เมื่อท่านทานน้ำ น้ำก็จะถูกพาไต พาไปที่กระเพาะปัสสาวะโดยเร็ว เสมือนกับท่านทานน้ำ 100% น้ำไม่ได้ถูกดูดซึมเข้าไปใช้ในอวัยวะต่าง ๆ เลย กลับเป็นภาระให้ไตนำไปทิ้ง 100% นี่คือเหตุผลว่าทำไมท่านทานน้ำแล้วฉี่บ่อย เป็นโรคไต และ โรคกระเพาะปัสสาวะตามมา

เมื่อน้ำซึมเข้าตัวไม่ได้ วิตามินที่มากับน้ำ เช่น วิตามินบี และ ซี ก็จะไม่เข้าร่างกายท่าน ขาดวิตามินบี ทำให้สมองมีปัญหา เฉื่อยชา ความจำสั้น หากหญิงกำลังตั้งครรค์ มีโอกาสทำให้ลูกคลอดมาเป็นออทิสติค ขาดวิตามินซี ทำให้ภูมิคุ้นกันมีปัญหาเป็น ภูมิแพ้ หวัด ไวรัส

เมื่อภูมิคุ้มกันมีปัญหา ท่านก็จะติดโรคอื่น ๆ ได้ง่ายมาก จบลงด้วยการเสียเงินซื้อยาฝรั่ง เงินทองไหลออกนอกประเทศ เพราะเพียงแค่ท่านหลงเชื่อว่าน้ำมันพืชสมัยใหม่ไม่เป็นอันตราย



น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี จำเป็นต้อง่านกระบวนการ

- ฟอกสี (bleached) เพื่อให้สีดูสวย สดใส

- แต่งกลิ่น (deodorized) เพื่อให้ไม่มีกลิ่นหืน มีกลิ่นตามที่ต้องการ

- ใส่ไฮโดรเจน (hydrogenated) เพื่อทำให้ทอดอาหารอร่อย

-

กระบวนการเหล่านี้ ทำให้สารเคมีเปลี่ยน เมื่อทานเข้าไปแล้ว เป็นพิษต่อร่างกายโดยตรง

เมื่อใดที่เห็นข้างกล่องผลิตภัณฑ์ว่า มีน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ขอให้รู้ว่านั่นคือยาพิษ โยนทิ้งขยะทันที …

…Trans fats do not exist in nature. They are laboratory-designed and have adverse health consequences. They interfere with the body’s production of beneficial fatty acids and promote heart disease. As trans fatty acids offer no benefits and only clear adverse metabolic consequences, when you see the words partially hydrogenated on the side of a box, consider it poisonous and throw it in the trash. (Ascherio, A., and W. C. Willett. 1997. Health effects of trans fatty acids. Am. J. Clin. Nutr. 66 (4 supp.): 1006S–10S.)

http://www.diseasep roof.com/ archives/ hurtful-food- dunkin-donuts- kills-trans- fat.html



ถึงเวลาล้างได้แล้ว

ท่านจำเป็นต้องล้างน้ำมันพืชในร่างกาย ที่สะสมมาตั้งแต่เกิดเสียที ด้วยสูตรตามธรรมชาติ ที่ท่านสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มี 2 สูตร ที่ได้รับการทดสอบจากประชาชนทั่วไป มากกว่า ห้าหมื่นคน และ ได้ผล



สูตรที่เร็วที่สุดคือ น้ำชามะละกอ (ล้างอย่างเดียว แต่เร็ว)

วิธีทำ : มะละกอดิบ ที่ใช้ตำส้มตำ นำมาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ 6-8 ชิ้นต่อน้ำ 2 ลิตร จะขาดจะเกิน ไม่ผิด (ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้บูดง่าย มะละกอดิบที่เหลือ ใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และ ใบเตย หรือ เก๊กฮวย อย่างใดอย่างนึง กะเอง ต้มในน้ำ จนเดือด พอเดือดได้ประมาณ 1 นาที ปิดไฟทันที อย่าต้มต่อ ให้เอามะละกอ กับ ใบเตยทิ้ง (อย่าปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้วใส่ใบชา ลงไปแช่ประมาณ 4 นาที ห้ามแช่นานกว่า 4 นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมา ทำให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้น้ำชามะละกอ ดื่มร้อน หรือ เย็นได้ น้ำชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็น เก็บไว้ได้ประมาณ 2 วัน เกินกว่านั้นจะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน, ใบเตยให้ความสดชื่น, ชาดับกลิ่นมะละกอ)



สูตร นมสดโยเกิร์ตน้ำผึ้งมะนาว (ล้างและบำรุง ค่อย ๆ ล้าง)

นมสด โยเกร์ต น้ำผึ้ง มะนาว : ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วย ผสมนมสดชนิดจืด 1 กล่อง เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา และ บีบมะนาว 2 ลูก คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วค่อยดื่ม

คุณสมบัติ : ให้วิตามิน B บำรุงสมอง วิตามิน C เพิ่มภูมิต้านทาน, จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อยน้ำมันพืช, นมสดให้แคลเซียม



ขอให้ท่านมองดูคนป่วยรอบกายท่าน คนป่วยในสังคม แล้วถามตัวเองว่า

- คนเหล่านั้น ทานน้ำมันพืชแล้วภูมิคุ้มกันมีปัญหา ป่วย แต่ไปรักษาปลายเหตุ ใช่หรือไม่ ?

- คนป่วยเหล่านี้มากพอหรือยัง เงินที่คนป่วยเหล่านี้ต้องจ่ายซื้อยา เงินนั้นอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ ?

- เศรษฐกิจพอเพียงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากคนไทยยังไม่ดูแลสุขภาพตนเอง ต้องพึ่งพายาฝรั่งไปเรื่อย ๆ ?



ท่านอย่าเพิ่งเชื่อบทความใน e mail นี้ จนกว่า ท่านหาจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมใน search engine (google) ต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยพิมพ์ key word ต่อไปนี้ (พิมพ์ครั้งละ 1 คำ)

Transfat, transfat bill, vegetable oil bad health, hydrogenated oil, ชามะละกอ, อันตราย น้ำมันพืช

น้ำกับโค้ก

ถ้าท่านรู้เรื่องนี้


ท่านจะดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย 75%



มีงานวิจัยพบว่าในคน 100 คน

ที่ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คนลดอาการปวดหลังปวดข้อลงได้



ดื่มน้ำวันละ 5 แก้ว ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ ถึง 45 % มะเร็งเต้านมได้ 79%

และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50%!



ทีนี้มาลองรู้จักน้ำ ' โค้ก ' กันหน่อย แน่นอนโค้กรสชาดยอดเยี่ยม



แต่ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2 แกลลอน ในช่องท้ายรถ เพื่อเวลามีรถชนกันสามารถเอา ' น้ำโค้ก ' ล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลา

ุ

ถ้าเอา T-bone steak ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน 2 วัน

ุ

รินโค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วชักโครก กรดซิตริกในโค้ก จะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด

ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชนชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil ชุบโค้ก ขัดสนิมจะออกหมด

ุ

ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ ให้เทน้ำโค้ก ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย

ุ

ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1 กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที

ุ ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล



การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติ

โค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด

ุ

ท่านสามารถผสมโค้กลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี



น้ำโค้กมี pH 2.8 ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด



เวลาขนย้ายน้ำโค้กเข้มข้น เพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า ' มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย '



บริษัทขายน้ำโค้ก! ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว



ท่านยังอยากดื่ม โ ค ้ก

หรือดื่มน้ำกัน เลือกเอาเอง

แปลโดย ศ.กิตติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์

หน่วยงาน : ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

วันที่ลงบทความ 21 เม..ย. 45

อาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด) ในหัวข้อ “ ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน ”

อาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด) ในหัวข้อ “ ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน ”

หลัก 3 อ.
1. อารมณ์ต้องดี
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. อาหาร


การออกกำลังกาย

ควรออกกำลังกายทุกวัน ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น

1. การขยับนิ้วมือ เป็นการช่วยเรื่องน้ำในข้อ ผลที่ได้กระดูกจะไม่ผุ

2. งอนิ้วมือ ช่วยในเรื่องของอาการนิ้วล็อค

3. กำมือและแบมือสลับข้างกันไปมา ช่วยในเรื่องของโรคหัวใจ และลด Cholesterol

4. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ และขยับเท้ายกขึ้นทำท่าวิ่งบนอากาศ

5. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ ทุบขาด้านนอก และด้านใน ทุบแขน สลับกันไป

6. การนั่งตรง ๆ นั่งแค่ครึ่งเก้าอี้ ประมาณ 10 นาที

ช่วยป้องกันในเรื่องของริดสีดวงทวาร

7. กำมือขวาหมุนเป็นวงกลมออกนอกตัว และกำมือซ้ายหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัว เป็นการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก

8. มือประสานกันสองของ ยืดตรงไปข้างหน้า เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล มองตรง แล้วหมุนเอวไปรอบ ๆ ทั้งด้านซ้าย และขวา ครั้งละ 5 รอบ ทำตอนเช้า

จะช่วยลดส่วนเกินตรงหน้าท้อง



อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกอย่างที่มีส่วนผสมของสารเคมี


การสระผม
ไม่ควรใช้แชมพู เนื่องจากมีส่วนผสมของโซดาไฟ ควรสระผมด้วยสบู่เด็ก ควรสระผมช่วงเช้า ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะผมจะไม่สามารถแห้งได้ทัน เวลานอนจะเกิดเชื้อรากลางคืน เป็นเหตุของอาการคันศีรษะ


น้ำมันพืช
ควรหยุดกินน้ำมันพืช เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยป้องกันการบูด กันหืน แต่งสี เพราะเมื่อน้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 60 องศา จะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ควรบริโภคมะพร้าว น้ำมันหมู น้ำมันไก่

ตับจะทำหน้าที่ผลิต Cholesterol โดยที่ Cholesterol LDL จะช่วยป้องกันผิวหนัง และผลิต Cholesterol HDL เพื่อดักจับ LDL ไปทิ้ง



การทำน้ำมันหมู

นำน้ำมันหมูเปลว 1 ก.ก. กับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เจียวบนกระทะ จะทำให้ไม่ติดกระทะ ไม่กระเด็น ได้น้ำมันเกือบ 2 ลิตร กากหมูจะกรอบมาก เนื่องจากเกลือจะเป็นตัวช่วยดึงน้ำมันออกมาจนหมด

น้ำมันมะพร้าว นำกะทิใส่ถุงแช่ตู้เย็น 3 ช.ม. เพื่อให้เนื้อกับน้ำแยกตัวกัน นำเนื้อมะพร้าวส่วนบนไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน


เกลือ
การบริโภคเกลือ ไม่ได้ทำให้ไตวาย แต่เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่ขาวละเอียดมีการเติมโพลิเมอร์ โดยหยดลงบนเกลือ ทำให้โครงสร้างจากเดิมโซเดียมคลอไรด์เปลี่ยนเป็นโซเดียมซัลเฟต ซึ่งมีผลต่อไต เพราะไม่สามารถขับออกได้ ซึ่งเกลือชนิดนี้จะโรยบนอาหารแล้วยังคงทำให้อาหารกรอบ

แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นโซเดียมคลอไรด์นั้น จะมีคุณสมบัติดูดความชื้นทำให้อาหารไม่คงความกรอบ


กะทิ
กะทิไม่มี Cholesterol เนื่องจาก Cholesterol จะเกิดจากการผลิตขึ้นเองโดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งตับจะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว สามารถใช้กะทิแทนน้ำมันมะพร้าวได้ กะทิให้แคลเซียมดีกว่านม ลดความอ้วน

ป้องกันเบาหวาน โดยให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 กล่อง (สามารถช่วยแก้เจ็บคอได้ด้วย) ทั้งกะทิชาวเกาะ และอร่อยดี ไม่มีการเติมสารเคมี เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ



น้ำมันมะพร้าว

ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหาร 4 ช้อนกาแฟ

ใช้เป็น Hair Serum

ใช้ล้างเครื่องสำอาง

ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้

มี SPF 90 (Sun block)



Oil Pulling

ใช้น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน ที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อน อมไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่อยู่ในช่องปากจะมีไขมันเกาะอยู่ ช่วยลดอาการทางช่องปากได้


น้ำเปล่า อุณหภูมิห้อง

ควรดื่มครั้งละไม่เกิน 150 ซีซี เนื่องจากกระเพาะจุได้ 400 ซีซี เวลาดื่มน้ำให้ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มรวดเดียว และให้ดื่มให้ได้วันละ 14 ครั้งเป็นอย่างน้อย การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง

ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ



น้ำตาลปื๊บ

น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลปึกเป็นชนิดเดียวกัน ถ้านำไปเคี่ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งเทียม) น้ำตาลปี๊บแท้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อดมกลิ่น จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว


น้ำตาลทราย/น้ำตาลกรวด

เมื่อทานแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์ สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาวจะใช้สารคลอลีน ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ท็อฟฟี่ จึงมีน้ำตาลสูง ไม่ควรบริโภค



กาแฟ

การดื่มกาแฟ จะมีผลไปยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุ มะเร็ง แต่กลิ่นของกาแฟจะสามารถช่วยบำบัดโรคได้ ดังนั้นจึงควรสูดกลิ่นกาแฟ แต่ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน เป็นตัวกระตุ้นเซลมะเร็ง หากชงกาแฟควรใช้น้ำตาลปี๊บ


ไมโครเวฟ

การใช้ไมโครเวฟ ระวังมะเร็ง เนื่องจากมีการกระจายคลื่นเข้าสู่เซลมีผลทำให้ตายได้



ขนมหวานจากกะทิ

ส่วนผสม กะทิ 4 กล่อง โดยกะทิ 1 กล่องจะใช้เกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ (ต้องโยนลงในกะทิที่ตั้งไฟ เพราะช่วยลดการเกิดฟอง) และใช้น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะต่อกะทิ 1 กล่อง เคี่ยวกะทิให้เดือด แล้วใส่

- กล้วย ต้องเป็นกล้วยสุก (ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่) แล้วยกขึ้นทันที

เนื่องจากถ้าต้มต่อไปจะทำให้กล้วยมีรสเปรี้ยว

- มันเทศ เผือก ฟักทอง ให้แช่น้ำปูนใส 2 นาที แล้วนำไปต้ม 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปใส่กะทิเดือดอยู่คนให้ทั่วแล้วยกลง


กล้วยไข่

กล้วยไข่ 1 ผล มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่า Apple

กล้วยน้ำว้า

ถ้าห่าม ๆ แก้ท้องเสีย กินลดอาการของแผลสด

ผลสุก 2 ลูก และน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก (ใช้เป็นยาระบาย) ที่สำคัญ เด็กอายุเกิน 6 เดือนถึงจะกินกล้วยน้ำว้าได้ กล้วยน้ำว้าทั้งหวี หากต้องการเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน ให้จุ่มลงในน้ำเดือด 10 วินาที แล้วนำมาผึ่ง

น้ำมะพร้าวอ่อน

ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ


กล้วยหอม

มีโปแทสเซียม ป้องกันโรคพากินสัน และอัลไซเมอร์ สำหรับผู้สูงอายุให้ทานสัปดาห์ละ 3 ผล เพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมน


สับปะรด

มีสารบอบิเรน ป้องกันมะเร็ง มีมากที่แกนสับปะรด โดยให้ดูดแต่น้ำ แล้วคายกากทิ้ง


ตะไคร้แกง

นำมาหั่นแล้วต้มเป็นน้ำตะไคร้ ดื่มเพื่อช่วยลดเบาหวาน



การทำบุหงารำไป

พริกไทดำ 1 ส่วน กานพลู 1 ส่วน โป้ยกั๊ก 1 ส่วน (แก้หวัด 2009) ดอกจันทร์ กลีบใหญ่เอามาเด็ดกลีบ 1 ส่วน นำมาคลุกรวมกัน แต่ถ้านำมาเติมพิมเสน 1 ส่วน การบูร 1 ส่วน (ครึ่งกระป๋อง) เมนทอล 1 ส่วน

คลุกรวมกัน ทิ้งไว้ 1 วัน เทใส่ตะแกง นำเอาส่วนที่แห้ง ๆ มาใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ดมกลิ่น ถ้าไม่หอมให้นำไปตากแดด เก็บไว้ใช้ได้นาน 4 ปี แต่ถ้านำน้ำที่แยกออกมาและเติมสมุนไพรอีก 12 ชนิด หมักไว้ 1 เดือน ก็จะคล้าย ๆ น้ำมันที่มีกลิ่นเหมือนพิมเสนเอาไว้ดม และทา




ไข่

ไข่ต้ม ไข่เค็ม ไข่พะโล้ โดยเฉพาะไข่แดง หากกินวันละ 2 ฟอง จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ลดเบาหวาน) เนื่องจากไข่แดงมีซิลิเนียม งานวิจัยของฮาวาดร์ พบว่าหากบริโภคไข่วันละ 3 ฟอง (อายุต่ำกว่า 45 ปี) บริโภควันละ 2 ฟอง (อายุ 45 ปี – 50 ปี) และบริโภควันละ 1 ฟอง

(อายุเกิน 50 ปี) จะไม่เป็นเบาหวาน ไข่ต้ม 1 ฟอง มีสรรพคุณสูงกว่านม 5 กล่อง



นม

ไม่ควรดื่มนมข้ามสายพันธุ์ ดังนั้น ไม่ควรดื่มนมวัว นมแพะ


ทุเรียน

กินแล้วไม่อ้วน แต่ช่วยลดความอ้วน และ Cholesterol


ข้าวเหนียว

กินแล้วไม่อ้วน ถ้าไม่มีน้ำตาลทราย



กวาวเครือขาว

สำหรับสุภาพสตรี ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บริโภคทุกวันวันละ 1 เม็ด จะไม่เป็นวัยทอง