Wednesday, September 8, 2010

อาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด) ในหัวข้อ “ ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน ”

อาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด) ในหัวข้อ “ ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน ”

หลัก 3 อ.
1. อารมณ์ต้องดี
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. อาหาร


การออกกำลังกาย

ควรออกกำลังกายทุกวัน ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น

1. การขยับนิ้วมือ เป็นการช่วยเรื่องน้ำในข้อ ผลที่ได้กระดูกจะไม่ผุ

2. งอนิ้วมือ ช่วยในเรื่องของอาการนิ้วล็อค

3. กำมือและแบมือสลับข้างกันไปมา ช่วยในเรื่องของโรคหัวใจ และลด Cholesterol

4. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ และขยับเท้ายกขึ้นทำท่าวิ่งบนอากาศ

5. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ ทุบขาด้านนอก และด้านใน ทุบแขน สลับกันไป

6. การนั่งตรง ๆ นั่งแค่ครึ่งเก้าอี้ ประมาณ 10 นาที

ช่วยป้องกันในเรื่องของริดสีดวงทวาร

7. กำมือขวาหมุนเป็นวงกลมออกนอกตัว และกำมือซ้ายหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัว เป็นการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก

8. มือประสานกันสองของ ยืดตรงไปข้างหน้า เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล มองตรง แล้วหมุนเอวไปรอบ ๆ ทั้งด้านซ้าย และขวา ครั้งละ 5 รอบ ทำตอนเช้า

จะช่วยลดส่วนเกินตรงหน้าท้อง



อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกอย่างที่มีส่วนผสมของสารเคมี


การสระผม
ไม่ควรใช้แชมพู เนื่องจากมีส่วนผสมของโซดาไฟ ควรสระผมด้วยสบู่เด็ก ควรสระผมช่วงเช้า ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะผมจะไม่สามารถแห้งได้ทัน เวลานอนจะเกิดเชื้อรากลางคืน เป็นเหตุของอาการคันศีรษะ


น้ำมันพืช
ควรหยุดกินน้ำมันพืช เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยป้องกันการบูด กันหืน แต่งสี เพราะเมื่อน้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 60 องศา จะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ควรบริโภคมะพร้าว น้ำมันหมู น้ำมันไก่

ตับจะทำหน้าที่ผลิต Cholesterol โดยที่ Cholesterol LDL จะช่วยป้องกันผิวหนัง และผลิต Cholesterol HDL เพื่อดักจับ LDL ไปทิ้ง



การทำน้ำมันหมู

นำน้ำมันหมูเปลว 1 ก.ก. กับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เจียวบนกระทะ จะทำให้ไม่ติดกระทะ ไม่กระเด็น ได้น้ำมันเกือบ 2 ลิตร กากหมูจะกรอบมาก เนื่องจากเกลือจะเป็นตัวช่วยดึงน้ำมันออกมาจนหมด

น้ำมันมะพร้าว นำกะทิใส่ถุงแช่ตู้เย็น 3 ช.ม. เพื่อให้เนื้อกับน้ำแยกตัวกัน นำเนื้อมะพร้าวส่วนบนไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน


เกลือ
การบริโภคเกลือ ไม่ได้ทำให้ไตวาย แต่เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่ขาวละเอียดมีการเติมโพลิเมอร์ โดยหยดลงบนเกลือ ทำให้โครงสร้างจากเดิมโซเดียมคลอไรด์เปลี่ยนเป็นโซเดียมซัลเฟต ซึ่งมีผลต่อไต เพราะไม่สามารถขับออกได้ ซึ่งเกลือชนิดนี้จะโรยบนอาหารแล้วยังคงทำให้อาหารกรอบ

แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นโซเดียมคลอไรด์นั้น จะมีคุณสมบัติดูดความชื้นทำให้อาหารไม่คงความกรอบ


กะทิ
กะทิไม่มี Cholesterol เนื่องจาก Cholesterol จะเกิดจากการผลิตขึ้นเองโดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งตับจะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว สามารถใช้กะทิแทนน้ำมันมะพร้าวได้ กะทิให้แคลเซียมดีกว่านม ลดความอ้วน

ป้องกันเบาหวาน โดยให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 กล่อง (สามารถช่วยแก้เจ็บคอได้ด้วย) ทั้งกะทิชาวเกาะ และอร่อยดี ไม่มีการเติมสารเคมี เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ



น้ำมันมะพร้าว

ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหาร 4 ช้อนกาแฟ

ใช้เป็น Hair Serum

ใช้ล้างเครื่องสำอาง

ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้

มี SPF 90 (Sun block)



Oil Pulling

ใช้น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน ที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อน อมไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่อยู่ในช่องปากจะมีไขมันเกาะอยู่ ช่วยลดอาการทางช่องปากได้


น้ำเปล่า อุณหภูมิห้อง

ควรดื่มครั้งละไม่เกิน 150 ซีซี เนื่องจากกระเพาะจุได้ 400 ซีซี เวลาดื่มน้ำให้ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มรวดเดียว และให้ดื่มให้ได้วันละ 14 ครั้งเป็นอย่างน้อย การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง

ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ



น้ำตาลปื๊บ

น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลปึกเป็นชนิดเดียวกัน ถ้านำไปเคี่ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งเทียม) น้ำตาลปี๊บแท้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อดมกลิ่น จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว


น้ำตาลทราย/น้ำตาลกรวด

เมื่อทานแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์ สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาวจะใช้สารคลอลีน ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ท็อฟฟี่ จึงมีน้ำตาลสูง ไม่ควรบริโภค



กาแฟ

การดื่มกาแฟ จะมีผลไปยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุ มะเร็ง แต่กลิ่นของกาแฟจะสามารถช่วยบำบัดโรคได้ ดังนั้นจึงควรสูดกลิ่นกาแฟ แต่ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน เป็นตัวกระตุ้นเซลมะเร็ง หากชงกาแฟควรใช้น้ำตาลปี๊บ


ไมโครเวฟ

การใช้ไมโครเวฟ ระวังมะเร็ง เนื่องจากมีการกระจายคลื่นเข้าสู่เซลมีผลทำให้ตายได้



ขนมหวานจากกะทิ

ส่วนผสม กะทิ 4 กล่อง โดยกะทิ 1 กล่องจะใช้เกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ (ต้องโยนลงในกะทิที่ตั้งไฟ เพราะช่วยลดการเกิดฟอง) และใช้น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะต่อกะทิ 1 กล่อง เคี่ยวกะทิให้เดือด แล้วใส่

- กล้วย ต้องเป็นกล้วยสุก (ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่) แล้วยกขึ้นทันที

เนื่องจากถ้าต้มต่อไปจะทำให้กล้วยมีรสเปรี้ยว

- มันเทศ เผือก ฟักทอง ให้แช่น้ำปูนใส 2 นาที แล้วนำไปต้ม 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปใส่กะทิเดือดอยู่คนให้ทั่วแล้วยกลง


กล้วยไข่

กล้วยไข่ 1 ผล มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่า Apple

กล้วยน้ำว้า

ถ้าห่าม ๆ แก้ท้องเสีย กินลดอาการของแผลสด

ผลสุก 2 ลูก และน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก (ใช้เป็นยาระบาย) ที่สำคัญ เด็กอายุเกิน 6 เดือนถึงจะกินกล้วยน้ำว้าได้ กล้วยน้ำว้าทั้งหวี หากต้องการเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน ให้จุ่มลงในน้ำเดือด 10 วินาที แล้วนำมาผึ่ง

น้ำมะพร้าวอ่อน

ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ


กล้วยหอม

มีโปแทสเซียม ป้องกันโรคพากินสัน และอัลไซเมอร์ สำหรับผู้สูงอายุให้ทานสัปดาห์ละ 3 ผล เพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมน


สับปะรด

มีสารบอบิเรน ป้องกันมะเร็ง มีมากที่แกนสับปะรด โดยให้ดูดแต่น้ำ แล้วคายกากทิ้ง


ตะไคร้แกง

นำมาหั่นแล้วต้มเป็นน้ำตะไคร้ ดื่มเพื่อช่วยลดเบาหวาน



การทำบุหงารำไป

พริกไทดำ 1 ส่วน กานพลู 1 ส่วน โป้ยกั๊ก 1 ส่วน (แก้หวัด 2009) ดอกจันทร์ กลีบใหญ่เอามาเด็ดกลีบ 1 ส่วน นำมาคลุกรวมกัน แต่ถ้านำมาเติมพิมเสน 1 ส่วน การบูร 1 ส่วน (ครึ่งกระป๋อง) เมนทอล 1 ส่วน

คลุกรวมกัน ทิ้งไว้ 1 วัน เทใส่ตะแกง นำเอาส่วนที่แห้ง ๆ มาใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ดมกลิ่น ถ้าไม่หอมให้นำไปตากแดด เก็บไว้ใช้ได้นาน 4 ปี แต่ถ้านำน้ำที่แยกออกมาและเติมสมุนไพรอีก 12 ชนิด หมักไว้ 1 เดือน ก็จะคล้าย ๆ น้ำมันที่มีกลิ่นเหมือนพิมเสนเอาไว้ดม และทา




ไข่

ไข่ต้ม ไข่เค็ม ไข่พะโล้ โดยเฉพาะไข่แดง หากกินวันละ 2 ฟอง จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ลดเบาหวาน) เนื่องจากไข่แดงมีซิลิเนียม งานวิจัยของฮาวาดร์ พบว่าหากบริโภคไข่วันละ 3 ฟอง (อายุต่ำกว่า 45 ปี) บริโภควันละ 2 ฟอง (อายุ 45 ปี – 50 ปี) และบริโภควันละ 1 ฟอง

(อายุเกิน 50 ปี) จะไม่เป็นเบาหวาน ไข่ต้ม 1 ฟอง มีสรรพคุณสูงกว่านม 5 กล่อง



นม

ไม่ควรดื่มนมข้ามสายพันธุ์ ดังนั้น ไม่ควรดื่มนมวัว นมแพะ


ทุเรียน

กินแล้วไม่อ้วน แต่ช่วยลดความอ้วน และ Cholesterol


ข้าวเหนียว

กินแล้วไม่อ้วน ถ้าไม่มีน้ำตาลทราย



กวาวเครือขาว

สำหรับสุภาพสตรี ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บริโภคทุกวันวันละ 1 เม็ด จะไม่เป็นวัยทอง

Saturday, August 28, 2010

สัญญาณที่ฟ้องว่ารับประทานอาหารไม่เหมาะ

ร่างกายของคุณเกิดมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นผดผื่น คัน ผิวหนังลอกเป็นขุยแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังทานอาหารไม่ถูกต้องอยู่นะคะ วันนี้เราจึงนำ สัญญาณที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่เหมาะสมมาฝากกัน




ผิวหนังมีปัญหา เช่น มีอาการคัน หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว อาการเช่นนี้อาจเป็นลักษณะของการ ขาดวิตามิน A ผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับโดยตรงเช่นนี้มากเกินไปจะเป็นอันตรายได้



ผมไม่เงางาม ในกรณีที่รุนแรง ผมของคุณจะไม่สามารถจัดทรงได้เลย เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคนที่จำกัดอาหารอย่างมาก ดังนั้นคุณจึงควรที่จะทานอาหารที่มีกากใยควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ส่วนคนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องได้สารอาหารจาก พืชผัก ข้าว และ ถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอก และผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก และถั่วเหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน



ท้องผูก เป็นอาการที่กำลังบอกคุณว่า คุณต้องได้สารอาหารพวก ไฟเบอร์ หรืออาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย



ผายลมบ่อย แม้ว่าไฟเบอร์จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไป หรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็วเกินไป เช่น กินถั่ว หรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณจะผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ วิธีแก้ปัญหาคือค่อย ๆ เพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้า ๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียงวันละ 10 กรัม อย่าเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม



ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่าคุณกินปลาน้อยเกินไป กรดไขมันประเภทโอเมก้า -3 ที่พบมากในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ



สเปิร์มน้อยลงไปมาก ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าคุณ ขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่า วิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน



หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คงไม่สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือเต้น ๆ หยุด ๆ โดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวด หรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หัวใจคุณก็ยังมีอาการเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะ ขาดสารอาหารพวกแม็กนีเซียมหรือโปแตสเซียม



สำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแม็กนีเซียม ให้ทานอาหารว่างที่เป็นพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทอง และผักโขม เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ



ปวดเหงือก ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่าปากของคุณกำลังต้องการ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียในปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วงเช้าของทุกวัน



กระดูกแตก ถ้ากระดูกคุณแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูกของคุณอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมาจากการ ขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นตัวประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือน ๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ยิ่งร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ดี)

ขี้ลืม อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B 6 B 12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่าจากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 6 และโฟเลต มากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการขาดวิตามิน B 12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

เพื่อน ๆ ก็ลองหมั่นสังเกตตัวเองกันนะคะว่าเป็นยังไงกันบ้าง จะได้รู้ก่อนที่จะสายเกินไป แต่ทางที่ดีถ้าเป็นอะไรก็ควรที่จะไปพบแพทย์นะคะ...

Friday, August 20, 2010

Mongolian Pork Chops

วัตถุดิบ
Marinade Sauce (สำหรับหมัก Pork Chops)
  1. Hoisin Saus 2 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
  3. ซอสถั่วเหลือง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำส้มสายชูหมักจากรำข้าว (Rice Vinegar) 1/4 ถ้วย
  5. หอมแดงไทยเล็ก 1 หัวเล็ก
  6. ขิงสับละเอียด 18 กรัม
  7. กระเทียมสับ 1 1/4 ช้อนโต๊ะ
  8. ผักชีฝรั่ง 1/4 ถ้วย
  9. น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  10. Tabasco Sauce 1 ช้อนชา
Braised Red Cabbage
  1. กะหล่ำปลีแดง 1/2 หัว
  2. หอมแดงไทยเล็ก 1 หัว
  3. หอมแดงญี่ปุ่น 1/2 ลูก
  4. กระเทียมสับ 1 กลีบ
  5. เนย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำส้มสายชูที่ทำจากไวน์แดง (Red Wine vinegar) 1/2 ถ้วย
  7. น้ำตาลทรายแดง 1/3 ถ้วย
  8. เกลือ 3/4 ช้อนชา
  9. พริกไทยป่น 3/4 ช้อนชน
  10. น้ำซุป 1 ถ้วย
เนื้อหมู Pork chops 1/2 กิโลกรัม
มันบด 1 ถ้วย

วิธีทำ
  1. นำส่วนผสมทั้งหมดของ Marinae Sauce มาปั่นรวมกันให้ละเอียด เพื่อนำไปหมักในเนื้อหมู Pork Chops อย่างน้อย 8 ชั่วโมง หลังจากหมักจนครบระยะเวลาให้นำเนื้อหมูมาทอดในน้ำมันด้วยความร้อนปานกลาง ทอดหมูข้างละ 4-5 นาที แล้วกลับด้าน เมื่อเห็นว่าเนื้อหมูสุกแล้วให้เอาใส่ในจาน
  2. จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการทำเครื่องเคียง Braised Red Cabbage เริ่มด้วยการผัดหอมแดง และหอมแดงญี่ปุ่นด้วยเนย ต่อด้วยใส่กระหล่ำปลีลงไปผัดต่อ เติมน้ำตาล เกลือ และพริกไทยตามลำดับ ผัดจนนิ่มและเหนียว ใส่ Red Wine Vinegar ลงไป แล้วลดไปลงจากเดิม ผัดต่อไปจนส่งกลิ่นหอม
  3. แล้วเติมน้ำซุปนิดหน่อย ผัดต่อไปแต่อย่าให้ผักนิ่มมาก ปรุงรสครั้งสุดท้ายด้วยน้ำตาล น้ำส้ม ให้ออกหวานนำและตามด้วยเปรี้ยว ตักเสิร์ฟคู่กับ Pork Chops และมันบด เป็นเมนูรสชาติดีเหมาะแก่การเฉลิมฉลองเป็นที่สุด

Thursday, August 19, 2010

วิธีเลือกน้ำหอม

น้ำหอมมีกี่ชนิดค การเลือกใช้และการเก็บรักษาต้องทำอย่างไร


น้ำหอมมี 4 ชนิด

1. เพอร์ฟูม (Perfume Extract) เป็นน้ำหอมเข้มข้น มีหัวน้ำหอมมากที่สุด 20-40% หอมนาน 6-12 ชั่วโมง มีราคาแพงที่สุด



2. โอ เดอ เพอร์ฟูม (Eau de Perfume) เป็นน้ำหอมชนิดที่มีกลิ่นหอมแรงรองลงมา มีส่วนผสมของน้ำมันหอม 15-18% และแอลกอฮอล์ 80% ทำให้มีกลิ่นติดทนนานราว 4-6 ชั่วโมง


3. โอ เดอ ทอยเล็ตต์ (Eau de Toilette) น้ำหอมที่มีกลิ่นเข้มข้นรองลงมาจาก Perfume มีส่วนผสมของน้ำมันหอม 4-8% ที่เหลือคือแอลกอฮอล์ กลิ่นติดทนนาน 2-4 ชั่วโมง



4. โอ เดอ โคโลญจน์ (Eau de Cologne) เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 3-5% ผสมกับแอลกอฮอล์จำนวนมาก เมื่อพรมลงบนตัวแล้วจะระเหยรวดเร็วติดทน 1-3 ชั่วโมง นิยมชโลมร่างกายหลังอาบน้ำเสร็จ



น้ำหอมยี่ห้อเดียวกันอาจจะมีกลิ่นที่แตกต่างกันได้ เนื่องจากปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำกับผิวหนัง และกลิ่นตัวของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นกลิ่นที่เพื่อนใช้เราคิดว่าหอมอาจจะไม่เหมาะกับตัวเรา

น้ำหอมมีหลายรูปแบบ เช่น น้ำหอมในรูปครีมให้กลิ่นติดทนนาน น้ำหอมผสมสบู่อาบน้ำทำออกมาในรูปสบู่ก้อน หรือสบู่เหลวผสมในอ่างอาบน้ำ คนตะวันตกนิยมใช้ เพราะนิยมนอนแช่อ่างอาบน้ำ และน้ำหอมในรูปแป้งโรยตัวให้กลิ่นหอมที่สั้นกว่าแบบอื่น

ขั้นตอนการเลือกน้ำหอม

1. ขั้นแรก ขอคำแนะนำจากพนักงาน ฉีดลงบนการ์ดหลายๆ กลิ่น ดูว่ากลิ่นไหนที่ชอบหรือควรตัดออก ขั้นตอนนี้อาจจะทดสอบได้หลายกลิ่นเท่าที่ใจปรารถนา

2. หลังจากได้กลิ่นมากพอในการตัดสินใจแล้ว ให้ตัดตัวเลือกที่ไม่ชอบออกไปมากที่สุด ขั้นตอนนี้อาจจะเลือกกลิ่นในใจเอาไว้ 2-3 กลิ่น

3. เมื่อได้กลิ่นที่ถูกใจแล้ว ให้ฉีดน้ำหอมที่เลือกไว้ลงบนหลังมือหรือข้อพับแขนจากนั้นไปเดินที่อื่นฆ่าเวลา รอให้น้ำหอมทำปฏิกิริยากับผิวหนังและกลิ่นตัวของเราเพื่อดูผล

4. กลับมาทดสอบกลิ่นที่ได้ฉีดไว้ตามร่างกายว่าชอบกลิ่นไหนมากที่สุดก็เลือกกลิ่นนั้น

ถ้าจมูกเริ่มแยกกลิ่นไม่ได้ ลองไปนั่งจิบกาแฟสักพัก กลิ่นของกาแฟจะช่วยตัดกลิ่นอื่นๆ ที่ไปสูดดมมาได้เป็นอย่างดี หลีกเลี่ยงการฉีดบนเสื้อผ้า เพราะอาจเป็นรอยด่างดวง ให้ป้ายหรือฉีดน้ำหอมที่จุดชีพจร เช่น ข้อพับแขน หลังหู ลำคอ ข้อเท้า และข้อพับเข่า เมื่อฉีดแล้วไม่ควรถู ควรปล่อยให้แห้งเอง หรือจะฉีดสเปรย์น้ำหอมในอากาศแล้วใช้วิธีเดินผ่านช่วยให้กลิ่นติดทั่วทั้งตัว ถ้าอยากฉีดซ้ำในวันเดียวกัน ให้รอเวลานับจากการฉีดครั้งแรกราว 8-9 ชั่วโมง เพราะส่วนผสมจะได้ไม่ทำปฏิกิริยากันเอง

หากเป็นคนผิวแห้งให้ใช้น้ำหอมมากหน่อย เนื่องจากผิวมันมีน้ำมันช่วยคงกลิ่นให้ติดอยู่นาน นอกจากนี้หากใส่น้ำหอมแล้วต้องอยู่ในที่อากาศเย็นให้เลือกน้ำหอมที่มีกลิ่นแรงกว่าปกติ เนื่องจากความเย็นจะลดกลิ่นหอมให้ลดน้อยลงและการฉีดน้ำหอมทันทีหลังอาบน้ำเสร็จจะช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนาน การเก็บรักษาส่วนใหญ่นิยมเก็บในตู้เย็น

ไส้ครีมซาลาเปา (สูตรหนึ่ง)


ไส้ครีม

ส่วนผสมไส้ครีม
  1. ไข่ไก่ 5 ฟอง (275 กรัม)
  2. น้ำตาลทราย 192 กรัม
  3. นมข้นจึด 115 กรัม
  4. น้ำใบเตย 109 กรัม
  5. นมผงขาดมันเนย 60 กรัม
  6. แป้งเอนกประสงค์ 64 กรัม
  7. เกลือ 2 กรัม
  8. เนยสดละลาย 139 กรัม
  9. นมข้นหวาน 40 กรัม
รวม 996 กรัม

วิธีทำ
  1. ผสมไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำใบเตย คนส่วนผสมให้เข้ากัน
  2. ร่อนแป้งเอนกประสงค์ นมผง ใส่ในส่วนผสมข้อ 1 คนให้เข้ากัน
  3. กรองส่วนผสมด้วยตะแกรงร่อนแป้ง
  4. ใส่เกลือ นมสด เนยละลาย และนมข้นหวานคนให้เข้ากัน
  5. นำไปตุ๋นจนส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ประมาณ 1/2 ชั่วโมง เก็บใส่ภาชนะเข้าตู้เย็น
ได้ประมาณ 40 ชิ้น (สำหรับซาลาเปา)

Wednesday, August 18, 2010

อาหารชะลอวัยดึก

อาหาร 7 อย่างต่อไปนี้จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยดึก
ทั้งผมร่วง ผิวแห้ง เฉื่อยชา ให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นภายใน 3 - 6 เดือน


หยุดผมร่วง

รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้ว ยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน


ลดผิวมัน

รับประทานธัญญาหารทุกเช้าซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน


หยุดการลอกของผิวหนัง

รับประทานปลาแซลมอนในเกลือรมควันอาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็ได้


ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก

มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพด ี โดยช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน


ชะลอผมหงอก

รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหารถั่วลิสงมีวิตามินบี ที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย


ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี

รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน


ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ

วิตามินบี ในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษ